กลยุทธ์การตลาด บนสื่อออนไลน์ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างยอดขายกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ กลยุทธ์การตลาดจึงเปรียบเสมือนอาวุธลับที่ช่วยให้แบรนด์บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบกลยุทธ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น อย่างการตลาดแบบผู้มีอิทธิพล (Influencer Marketing) และ การตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing)
บทความนี้ SPARK Factor ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาด Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing ว่าคืออะไร และมีความแตกต่างอย่างไร เพื่อการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่ใช่สำหรับแบรนด์ของคุณกัน
Influencer Marketing คืออะไร

Influencer Marketing คือ รูปแบบการตลาดโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Marketing) เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย เหมือนกับการใช้พลังของ “เพื่อนสนิท” บนโซเชียลมีเดีย ช่วยโปรโมตสินค้าและบริการของแบรนด์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีที่เติบโตเร็วและมีประสิทธิภาพในการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และเปลี่ยนการรับรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นการตัดสินใจซื้อ
เวลาที่ทำการโฆษณาและสื่อสารคอนเทนต์นั้นจะมีความแบบเนียน (Native) เป็นการตลาดที่ดูกลืนไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้ที่มีอิทธิพล อีกทั้งด้วยความที่คนกลุ่มนี้จะมีผู้ติดตามที่สนใจในเรื่องเดียวกัน ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ได้รวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น
Affiliate Marketing คืออะไร

Affiliate Marketing คือ การทำการตลาดออนไลน์ที่เจ้าของธุรกิจจะใช้ตัวแทนในการช่วยขายสินค้าและบริการ เปรียบเสมือน “นายหน้าขายของ” ที่แบรนด์ต่าง ๆ ใช้จูงใจกลุ่มเป้าหมายในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจจะถูกเรียกว่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ พาร์ตเนอร์ และ โปรโมเตอร์ ฯลฯ
โดย ผู้ที่ทำ Affiliate เหล่านี้จะได้รับคอมมิชชันสำหรับการขายแต่ละครั้งจากลิงก์ที่สร้างขึ้น ตัวอย่างเช่น บล็อกเกอร์อาจเขียนบทความรีวิวผลิตภัณฑ์และแนบลิงก์ Affiliate ไปยังเว็บไซต์ของผู้ขาย เมื่อผู้อ่านคลิกลิงก์นั้นและซื้อผลิตภัณฑ์ บล็อกเกอร์จะได้รับคอมมิชชันจากการขาย การตลาดแบบนี้จะเป็นวิธีที่ ทั้งแบรนด์และพันธมิตรต่างได้ประโยชน์ โดยแบรนด์จะได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และเพิ่มยอดขาย ผู้ที่เป็นพันธมิตร ได้รับคอมมิชชันจากการโปรโมตสินค้าที่ตัวเองชื่นชอบนั่นเอง
ทั้งนี้หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการตลาด Influencer Marketing และการตลาด Affiliate Marketing เป็นกลยุทธ์เดียวกัน เพราะทั้ง 2 วิธีนี้ อาศัยการสร้างคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ในการสร้างยอดขายและการรับรู้แบรนด์ แต่หากพิจารณาให้ลึกขึ้น การตลาดทั้ง 2 แบบนี้ จะพบว่ามีความแตกต่างกันออกไป สามารถสรุปได้ดังนี้
ความแตกต่างระหว่าง กลยุทธ์การตลาด แบบ Influencer และ Affiliate Marketing
| Influencer Marketing | Affiliate Marketing | |
| ความหมาย | การจ้างคนดังบนโลกออนไลน์ ในการโปรโมตสินค้าและบริการ สร้างกระแสให้ผู้คนอยากลองสัมผัสกับสินค้า | การสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่ให้ค่าคอมมิชชันแก่คนทั่วไป หรือ ธุรกิจอื่น ๆ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยกระจายสินค้า เมื่อมีการขายผ่านลิงก์ Affiliate |
| จุดประสงค์ | สร้างการรับรู้แบรนด์ | การสร้างโอกาสในการขายและการเติบโตของรายได้ |
| ช่องทางการหา ผู้เข้าร่วม | แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Instagram, Facebook, TikTok, YouTube ฯลฯ | เว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาแนวเดียวกับแบรนด์ และเป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจ |
| ลักษณะของผู้คน | คนดัง บล็อกเกอร์ ฯลฯ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก | บุคคลทั่วไป หรือบริษัท ที่มีพื้นที่ออนไลน์ เช่น บล็อก เว็บไซต์ ฯลฯ |
| การจ่ายผลตอบแทน | ค่าจ้างแบบเหมาจ่าย (Flat Fee), ค่าจ้างต่อโพสต์ (Payment Per Post) และสินค้าฟรี (Free Product) เพื่อให้ Influencer ทดลองใช้และรีวิวสินค้าบนโซเชียลมีเดีย | คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายสินค้า และวิธีจ่ายตามผลการกระทำ (Pay Per Action) ซึ่งพันธมิตรจะได้รับเงิน เมื่อมีคนทำตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น กรอกฟอร์ม สมัครสมาชิก หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามที่แบรนด์เลือกไว้ |
กลยุทธ์การตลาด แบบไหนที่แบรนด์ควรเลือกใช้ระหว่าง Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing
การเลือกใช้กลยุทธ์การตลาด Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing ให้เหมาะสมกับแบรนด์ ควรพิจารณา ดังนี้
1. เป้าหมายของแบรนด์
Influencer Marketing: หากต้องการโปรโมตผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจง การใช้กลยุทธ์การตลาดนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ผลักดันให้แบรนด์นั้นเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว โดยควรเลือกคนที่ “เชื่อมั่น” ในสินค้าของแบรนด์ และไม่โปรโมตสินค้าที่เป็นคู่แข่ง
Affiliate Marketing: หากต้องการเน้นการดึงดูดลูกค้าใหม่ สร้างรายได้ให้กับธุรกิจ กลยุทธ์การตลาดนี้ช่วยสร้างโอกาสในการขาย (Lead Generation) และเพิ่มยอดขายให้แบรนด์ได้อย่างดี จากการโปรโมตสินค้าผ่านช่องทางที่หลากหลายโดยตัวแทนพันธมิตรต่าง ๆ
2. กลุ่มผู้ชม
Influencer Marketing: เป้าหมายของแคมเปญการตลาดคือ การเข้าถึงผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากสินค้ามีกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มมิลเลนเนียลส์ การใช้ Influencer Marketing จะมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกลุ่มมิลเลนเนียลส์มักติดตามบุคคลที่มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย
Affiliate Marketing: หากต้องการโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง แทนที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด การใช้ Affiliate Marketing จะเหมาะสมกว่า เช่น กรณีเปิดตัวสินค้าที่ฟีเจอร์ใหม่ แบรนด์สามารถใช้ Affiliate Marketing เพื่อโฟกัสไปที่เว็บไซต์เฉพาะที่ผู้ใช้เข้ามาใช้งานบ่อย แทนที่จะการตลาดแบบกว้าง ๆ แบบทั่วไป กลยุทธ์นี้จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนที่น่าจะสนใจและใช้สินค้าของแบรนด์ได้
3. งบประมาณ
Influencer Marketing: หากแบรนด์มีงบประมาณสูง สามารถเลือกใช้ กลยุทธ์การตลาด Influencer Marketing และร่วมมือกับ Influencer ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น แต่ถ้าหากว่ามีงบประมาณจำกัด อีกทางเลือกหนึ่งคือ การร่วมมือกับ Micro-Influencers ซึ่งเป็น Influencer ที่มีผู้ติดตามไม่กี่พันคน แต่เป็นกลุ่มคนที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น (Highly Engaged) การใช้ Micro-Influencers มีข้อดีตรงที่ค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่า แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุดได้
Affiliate Marketing: หากแบรนด์ต้องการรอให้เห็นผลลัพธ์ก่อนที่จะจ่ายเงิน หรือต้องการหยุดแคมเปญการตลาดตามงบประมาณ กลยุทธ์แบบ Affiliate Marketing จะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะแบรนด์จะจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับ Affiliate เฉพาะในกรณีที่ลูกค้าซื้อสินค้าเท่านั้น
โดย Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing ยังมีส่วนที่แบรนด์ควรพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อเลือกใช้กลยุทธ์ให้มีเกิดประสิทธิภาพกับธุรกิจ ซึ่งอาจจะประเมินจากปัจจัยด้านข้อดีและข้อเสียประกอบการตัดสินใจ
ข้อดีและข้อเสียของ กลยุทธ์การตลาด Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing
| Influencer Marketing | ข้อดี | ข้อเสีย |
| สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ | ใช้เวลานานในการหาผู้ที่เหมาะสม | |
| สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ | อาจมีราคาแพง | |
| เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ | อาจมีความเสี่ยงด้านชื่อเสียง |
1. กลยุทธ์การตลาด แบบ Influencer Marketing
ข้อดี
- สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น
- สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ช่วยสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ
- เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เข้าถึงผู้ชมที่มีความสนใจเหมือนกันและมีขนาดใหญ่ขึ้น
ข้อเสีย
- ใช้เวลานานในการหา การคัดเลือกผู้มีอิทธิพลอย่างเหมาะสมต้องใช้เวลา
- อาจมีราคาแพง การจ้าง Influencer มักจะมีค่าใช้จ่ายสูง ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและจำนวนผู้ติดตาม
- อาจมีความเสี่ยงด้านชื่อเสียง การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ “ผิด” อาจส่งผลเสียต่อแบรนด์ของคุณได้
ดังนั้นแบรนด์ควรเลือก Influencer ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงมีการวางแผนแคมเปญอย่างรอบคอบ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
2. กลยุทธ์การตลาด แบบ Affiliate Marketing
| Affiliate Marketing | ข้อดี | ข้อเสีย |
| วัดผลได้ง่าย | ควบคุมเนื้อหาได้ยาก | |
| ขยายเครือข่ายได้ง่าย | มีแนวโน้มที่อาจจะฉ้อโกง | |
| ความเสี่ยงต่ำ | กลยุทธ์ที่อาจไม่เหมาะสม |
ข้อดี
- สามารถวัดผลได้ง่าย สามารถติดตามจำนวนคลิกลิงก์ Affiliate จำนวนการขาย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญ Affiliate Marketing และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมได้
- ขยายเครือข่ายได้ง่าย ขยายจำนวน Affiliate หรือเครือข่าย Affiliate ได้อย่างไม่จำกัด
- ความเสี่ยงต่ำ ธุรกิจจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อเกิดการขายจริง ทำให้ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการตลาดดิจิทัลแบบดั้งเดิมลดลงเกือบทั้งหมด เพราะไม่ต้องเสี่ยงกับแคมเปญโฆษณาที่ใช้งบประมาณสูง แต่อาจจะไม่ได้ประสบผลสำเร็จตามที่ต้องการนั่นเอง
ข้อเสีย
- ควบคุมเนื้อหาได้ยาก แบรนด์ไม่สามารถควบคุมคอนเทนต์ที่ผู้ทำ Affiliate ใช้เพื่อโปรโมตสินค้าและบริการของแบรนด์ สิ่งนี้อาจนำไปสู่ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ไม่สอดคล้องกัน หรืออาจทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด
- มีแนวโน้มที่อาจจะฉ้อโกง เช่น อาจใช้บอทเพื่อสร้างยอดขายปลอม หรืออาจคลิกลิงก์ Affiliate ของตัวเองเพื่อรับค่าคอมมิชชั่น
- กลยุทธ์ที่อาจไม่เหมาะสม พันธมิตร (Affiliate) อาจใช้กลยุทธ์ที่ไม่เหมาะสมเพื่อโปรโมตสินค้าและบริการของแบรนด์ เช่น การสแปมหรือการโฆษณาเท็จ สิ่งนี้อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้
การตลาดแบบ Affiliate Marketing ช่วยให้แบรนด์ประหยัดเงินและวัดผลลัพธ์ได้ชัดเจน เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายฐานลูกค้า ทั้งนี้ควรพิจารณาในส่วนที่แบรนด์ไม่สามารถควบคุมได้เพิ่มเติม
วิธีการวัดผล กลยุทธ์การตลาด ของ Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing

การวางแผนกลยุทธ์การตลาด อีกหนึ่งสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญนั่นคือ ‘การวัดผล’ เพื่อติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญ วิเคราะห์ข้อมูล และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม โดยในส่วนของการวัดผลของ Influencer Marketing และ Affiliate Marketing จะมีตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
1. การวัดผลการทำการตลาดแบบผู้มีอิทธิพล (Influencer Marketing)
ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตาม เช่น
- จำนวนผู้ติดตามใหม่ (Number of New Followers)
หลังจากเริ่มแคมเปญ ตรวจสอบว่าจำนวนผู้ติดตามใหม่เพิ่มขึ้นในระหว่างแคมเปญหรือไม่เพื่อเป็นการวัดผลว่าแคมเปญนี้ช่วยดึงดูดผู้คนให้สนใจแบรนด์ได้มากน้อยเท่าไหร่
- ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ (Website Traffic)
แคมเปญที่ประสบความสำเร็จจะช่วยดึงดูดลูกค้าที่มี Potencial Customers เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยสามารถติดตามปริมาณการเข้าชม รวมถึงอัตราการสั่งซื้อสินค้าได้จากหน้าร้านค้า (Shop Page)
- จำนวนคนที่ลงทะเบียน
หากเว็บไซต์ของแบรนด์มีฟอร์มลงทะเบียน ให้ลองคำนวณดูว่า จำนวนคนที่ลงทะเบียนแคมเปญ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปกติหรือไม่
- การมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย (Engagement)
การมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ให้ติดตามจำนวนไลก์ คอมเมนต์ แชร์ และแท็กที่เพิ่มขึ้นในระหว่างแคมเปญ เพื่อดูว่าแคมเปญมีประสิทธิภาพเพียงใด
2. การวัดผลการทำการตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing)
ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตาม เช่น
1. ปริมาณการขาย (Sales Volume)
อันดับแรก ต้องดูที่ยอดขาย ว่าหลังจากมีการโปรโมตสินค้าผ่านโปรแกรมพันธมิตรแล้ว ยอดขายของแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ โดยหากตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้นบ่งบอกว่าแคมเปญกำลังไปในทิศทางที่ดี
2. ค่าเฉลี่ยของยอดสั่งซื้อ (Average Order Value)
นอกจากปริมาณการขายแล้ว เราควรดูที่ ค่าเฉลี่ยของยอดสั่งซื้อ ลองเช็กดูว่าลูกค้าสั่งซื้อสินค้าหลายชิ้นมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ รวมถึงราคาสินค้าที่ลูกค้าเลือกซื้อ มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่
3. ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ (Site Traffic)
คล้ายกับการตลาดแบบผู้มีอิทธิพล (Influencer Marketing) แบรนด์สามารถตรวจสอบปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ เพื่อดูว่ามีจำนวนคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้นหรือไม่ รวมถึงจำนวนคนที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกใหม่
สรุป
กลยุทธ์การตลาด แบบ Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing เหมาะสำหรับแบรนด์หรือไม่จะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแบรนด์ โดยพิจารณาในเรื่องของเป้าหมายของแคมเปญ และจากนั้นเลือกกลยุทธ์การตลาดที่มีแนวโน้มจะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนั้น จะเห็นได้ว่าหากธุรกิจต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์และภาพลักษณ์ที่ดี Influencer Marketing อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ถ้าธุรกิจต้องการกระตุ้นยอดขาย Affiliate Marketing อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้แบรนด์ควรคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียที่มีความแตกต่างกันในแต่ละด้าน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพและส่งผลดีกับแบรนด์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
หากคุณชอบคอนเทนต์ดี ๆ เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล
สามารถอ่านคอนเทนต์อื่น ๆ จากทาง SPARK Factor ได้ที่นี่
หรือหากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่สามารถช่วยให้ของแบรนด์ของคุณ
ถูกสื่อสารไปหาลูกค้าและเพื่อนำไปสู่การสร้างยอดขายได้ คุณสามารถติดต่อมาหาเราได้ที่ SPARK Factor
ที่มา:
The Difference Between Influencer and Affiliate Marketing จาก Hughes&Co
Affiliate Marketing vs. Influencer Marketing จาก The Digital Dept
The Difference Between Influencer and Affiliate Marketing: What You Need to Know จาก Sellbrite
Affiliate Marketing vs Influencer Marketing: Which Should You Choose For Your Brand? จาก Grin



