แฟนบอล Arsenal ยื่นเสื้อ Arsenal ให้แฟน Newcastle ที่ยกมือปฏิเสธ พร้อมข้อความว่าทำไมเราเปลี่ยนทีมเชียร์ไม่ได้

Brand Loyalty คืออะไร? บทเรียนจากแฟนบอลที่ทีมตกชั้นแล้วยังไม่ย้ายไปไหน

Brand Loyalty คืออะไร เมื่อคนที่เชียร์ทีมตกชั้นไม่ยอมย้ายไปไหน

ผมมีพี่คนนึงเชียร์นิวคาสเซิ่ล

เขาเชียร์มานาน ตั้งแต่ยุคเชียเร่อ จนมายุคตกชั้น จนมายุคมหาเศรษฐี และยุคทีมแตก

เจอเขาทีไร เขาก็บ่นทุกที

ผมก็บอก

“ย้ายมาเชียร์ทีมดี ๆ แบบ Arsenal ไหมพี่”

เขาก็บอกว่า

“อดทนต่อ”

“ตกชั้นก็ผ่านมาแล้ว”

ผมมานั่งคิดว่า เออจริงว่ะ

ผมเชียร์ Arsenal มาก็เกือบ 20 ปี และก็ผ่านช่วงที่ทีมตกต่ำมาเหมือนกัน ช่วงที่ไม่มีแชมป์ลีกมานาน ๆ ก็มีหลายคนบอกผมเหมือนกันว่า “ย้ายทีมเชียร์เถอะ”

ถ้าจะตอบคำถามว่า Brand Loyalty คืออะไร แบบที่ตำราส่วนใหญ่ตอบ คำตอบก็คือ “ความภักดีของลูกค้าที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำกับแบรนด์เดิม แม้จะมีทางเลือกอื่นในตลาด”

นิยามนี้ไม่ผิด แต่ผมว่ามันหยุดเร็วเกินไปหนึ่งก้าว

เพราะมันอธิบายได้แค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น” — คนซื้อซ้ำ

แต่มันไม่ได้อธิบายว่า ทำไมบางคนถึงไม่ยอมเปลี่ยน แม้ในวันที่สิ่งที่เขาเลือกอยู่กำลังแย่กว่าทางเลือกอื่นชัด ๆ

และช่องว่างตรงนั้นแหละ คือสิ่งที่บทความนี้จะพยายามอธิบาย

ถ้า Brand Loyalty เป็นแค่ Product Preference มันควรเปลี่ยนได้ง่ายกว่านี้

เสื้อ Arsenal ตัวเก่าเปื้อนดินแขวนอยู่ข้างเสื้อทีมใหม่ของ Barcelona, Man City และ PSG บนชั้นวาง ใต้ข้อความ Preference ไม่เท่ากับ Identity

ลองคิดตามแบบตรรกะล้วน ๆ

ถ้าการเลือกทีมฟุตบอลเป็นเรื่องของ Product Preference อย่างเดียว มันควรเปลี่ยนได้ง่าย ๆ

Barcelona เล่นดีกว่า

Man City ได้แชมป์มากกว่า

PSG มีนักเตะเก่งกว่า

ก็ย้ายทีมเชียร์สิ

จบ

แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น และทุกคนที่เคยเชียร์ทีมไหนสักทีมนานพอก็รู้ว่ามันไม่ใช่

เอาเข้าจริง โมเดล Product Preference มันอธิบายพฤติกรรมลูกค้าได้ดีมากในหลายหมวด คุณเปลี่ยนยี่ห้อน้ำเปล่าได้โดยไม่รู้สึกอะไร เปลี่ยนแบรนด์กระดาษทิชชูได้ เปลี่ยนร้านกาแฟหน้าปากซอยได้ถ้าเจ้าใหม่ถูกกว่า 5 บาท

แต่พอเจอเคสอย่าง “ทีมตกชั้นแล้วแฟนยังอยู่” โมเดลนี้เริ่มอธิบายไม่ได้ และเมื่อโมเดลอธิบายไม่ได้ แปลว่ามีตัวแปรบางตัวที่เราไม่ได้ใส่ลงไป

ตัวแปรนั้นชื่อว่า Identity

เพราะหลังจากเราอยู่กับทีมหนึ่งมานานพอ มันไม่ได้เป็นแค่ทีมที่เรา “ชอบ” อีกแล้ว

มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา

Social Identity: คนเราเอาตัวตนส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มที่ตัวเองสังกัด

สิ่งที่งานวิจัยเรื่อง Social Identity ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นคือ

คนเราไม่ได้เอาคุณค่าจากสิ่งที่ตัวเองเลือกอย่างเดียว แต่เราเอาส่วนหนึ่งของ “ตัวตน” มาจากกลุ่มที่เราเป็นสมาชิกด้วย

แนวคิดนี้มาจาก Social Identity Theory ของ Henri Tajfel และ John Turner ซึ่งเสนอว่าภาพลักษณ์ที่คนเรามีต่อตัวเอง ประกอบด้วยสองส่วน — Personal Identity คือคุณลักษณะเฉพาะตัว และ Social Identity คือส่วนที่มาจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มทางสังคม เมื่อกลุ่มนั้นดูดี คนในกลุ่มก็รู้สึกดีกับตัวเองตามไปด้วย

สิ่งที่ผมเอามาใช้ได้จริงจากทฤษฎีนี้ ไม่ใช่คำว่า “กลุ่ม” แต่คือคำว่า “ส่วนหนึ่งของตัวเอง”

เพราะเมื่อของสิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราแล้ว การเลิกใช้มันไม่ได้มีต้นทุนแค่เรื่องเงินหรือความเคยชิน แต่มีต้นทุนทางจิตใจเพิ่มเข้ามาด้วย

ลองนึกภาพนี้ดู

คนคนหนึ่งเปลี่ยนจาก “ฉันชอบทีมนี้”

มันค่อย ๆ กลายเป็น

“ฉันเป็นแฟนทีมนี้”

ประโยคแรกบอกความชอบ ประโยคที่สองบอกว่าเขาเป็นใคร

และพอมันไปถึงจุดนั้น การ “ย้ายทีม” มันไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนความชอบ มันแปลว่าเขากำลังยอมรับว่า 20 ปีที่ผ่านมาเขานิยามตัวเองผิด

Team Identification: จาก “ฉันชอบทีมนี้” เป็น “ฉันเป็นแฟนทีมนี้”

วงการวิจัยกีฬามีคำเรียกความผูกพันระดับนี้ว่า Team Identification และมีงานที่ศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี

งานคลาสสิกของ Daniel Wann และ Nyla Branscombe ในปี 1990 ชื่อ “Die-Hard and Fair-Weather Fans” พบว่าแฟนที่มีระดับ Identification สูงกับแฟนที่มีระดับต่ำ ตอบสนองต่อผลการแข่งขันต่างกันอย่างชัดเจน

แฟนกลุ่มที่ผูกพันน้อยจะแสดงพฤติกรรมสองแบบสลับกันไปตามผลงานทีม

  • BIRGing (Basking in Reflected Glory) — ทีมชนะแล้วเข้ามาใกล้ ใส่เสื้อทีม พูดว่า “เราชนะ”
  • CORFing (Cutting off Reflected Failure) — ทีมแพ้แล้วถอยห่าง พูดว่า “ทีมนั้นแพ้” ไม่ใช่ “เราแพ้”

ส่วนแฟนกลุ่มที่ Identification สูง ไม่ค่อยทำ CORFing แม้ทีมจะแพ้ เพราะการถอยห่างจากทีมมีต้นทุนกับตัวตนของเขาโดยตรง

สังเกตได้จากคำสรรพนามที่คนใช้

สิ่งที่ผมชอบมากเกี่ยวกับงานกลุ่มนี้ คือมันให้ตัวชี้วัดที่มองเห็นได้จากภายนอก โดยไม่ต้องทำแบบสอบถาม

คนที่ผูกพันจริงจะใช้คำว่า “เรา” แม้ในวันที่ทีมแพ้

คนที่ผูกพันน้อยจะใช้คำว่า “มัน” หรือ “ทีมนั้น” ทันทีที่ผลงานไม่ดี

เอามาใช้กับแบรนด์ได้ตรง ๆ เลย ลองไปอ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์แบรนด์ในวันที่แบรนด์ทำพลาด แล้วนับดูว่ามีกี่คนที่พูดว่า “เราน่าจะแก้ตรงนี้ได้ดีกว่านี้” เทียบกับ “แบรนด์นี้จบแล้ว”

สัดส่วนนั้นบอกอะไรเกี่ยวกับฐานลูกค้าคุณเยอะกว่าคะแนน NPS หลายครั้ง

Identity Fusion: เมื่อเส้นแบ่งระหว่างตัวฉันกับทีมของฉันบางลง

ถ้าความผูกพันลึกไปกว่านั้นอีกขั้น เส้นแบ่งระหว่าง “ตัวฉัน” กับ “ทีมของฉัน” ก็ยิ่งบางลง

งานของ William Swann และคณะเรียกภาวะนี้ว่า Identity Fusion ซึ่งต่างจาก Social Identification ทั่วไปตรงที่ Personal Identity ไม่ได้ถูกกลบหายไปในกลุ่ม แต่ทั้งสองส่วน “หลอมรวม” กัน ผลคือคนที่ Fused จะแสดงพฤติกรรมเสียสละเพื่อกลุ่มในระดับที่สูงกว่าคนที่แค่ Identify กับกลุ่ม และงาน Meta-Analysis ปี 2023 ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่าง Identity Fusion กับพฤติกรรม Extreme Pro-Group

มีงานศึกษากลุ่มแฟนบอล Ultras ที่ใช้กรอบ Identity Fusion อธิบายพิธีกรรมและวัฒนธรรมของกลุ่ม โดยชี้ว่าประสบการณ์ร่วมที่ยากลำบาก เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการหลอมรวมนี้

ผมไม่ได้จะบอกว่าแบรนด์ควรตั้งเป้าให้ลูกค้า Fuse กับแบรนด์ — พูดตรง ๆ ว่าในบริบทธุรกิจทั่วไป มันทั้งไม่สมจริงและไม่จำเป็น

แต่ผมคิดว่ามันมีประโยชน์ในฐานะ “ปลายสเกล” เพราะมันทำให้เห็นว่าระหว่าง “ลูกค้าที่พอใจ” กับ “คนที่ยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อแบรนด์” มันไม่ใช่ความต่างเชิงปริมาณ

มันคนละกลไกกันเลย

Brand Identification: เอาโมเดลเดียวกันมาวางบนแบรนด์

คำถามที่ควรถามต่อคือ กลไกแบบนี้เกิดกับแบรนด์ได้จริงไหม หรือเกิดได้แค่กับทีมกีฬา ศาสนา และชาติ

งานของ Stokburger-Sauer, Ratneshwar และ Sen ปี 2012 ศึกษาเรื่อง Consumer–Brand Identification โดยตรง และพบว่าปัจจัยอย่างความคล้ายคลึงระหว่างตัวตนของผู้บริโภคกับบุคลิกของแบรนด์ ความโดดเด่นของแบรนด์ และคุณค่าทางสังคมที่แบรนด์ให้ มีความสัมพันธ์กับระดับที่ผู้บริโภคระบุตัวตนกับแบรนด์

ก่อนหน้านั้น งาน “Brand Community” ของ Albert Muniz และ Thomas O’Guinn ปี 2001 ใน Journal of Consumer Research ได้เสนอไว้แล้วว่าชุมชนผู้ใช้แบรนด์เป็นชุมชนจริงในเชิงสังคมวิทยา มีสำนึกร่วม มีพิธีกรรมและธรรมเนียม และมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อกันระหว่างสมาชิก

พออ่านสองงานนี้ต่อกัน ภาพที่ผมเห็นคือ เส้นทางจาก “ชอบ” ไปสู่ “เป็นส่วนหนึ่งของตัวตน” ไม่ได้เกิดจากแบรนด์ประกาศว่าตัวเองมี Purpose อะไร

มันเกิดจากสองอย่างที่ทำงานพร้อมกัน — แบรนด์มีจุดยืนที่ชัดพอให้คนเอาไปนิยามตัวเองได้ และมีพื้นที่ให้คนที่นิยามตัวเองแบบนั้นเจอกัน

เรื่องจุดยืนที่ชัดพอ ผมเคยเขียนถึงในมุมของบุคลิกแบรนด์ไว้ใน Brand Archetypes ฉบับนักการตลาด — ประเด็นคือถ้าแบรนด์ไม่มีคาแรกเตอร์ที่แยกออกจากคู่แข่งได้ ลูกค้าก็ไม่มีอะไรให้ยึดเป็นตัวตน

Shared Adversity: เรื่องแย่ ๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน อาจเหนียวกว่าความสำเร็จ

กลุ่มแฟนบอลใส่เสื้อทีมนั่งโอบไหล่กันอยู่หน้าสนามหลังทีมแพ้ 0-2 พร้อมข้อความว่าบางครั้งสิ่งที่ผูกเราไว้คือสิ่งที่เราเคยผ่านมาด้วยกัน

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เหนียวขึ้น ไม่ใช่แชมป์ หรือความสำเร็จ

แต่คือเรื่องแย่ ๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน

เหมือนพี่คนนี้

เขาไม่ได้จำแค่วันที่ทีมประสบความสำเร็จ

แต่จำฤดูกาลที่ตกชั้นได้แม่น

จำวันที่นักเตะตัวหลักย้ายออก

จำวันที่ทุกคนบอกว่าทีมไม่มีทางกลับมาได้

แล้วก็ยังพูดว่า

“ตกชั้นก็ผ่านมาแล้ว จะทิ้งกันตอนนี้ได้ไง”

ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำลาย Identity เสมอไป บางครั้งมันกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Identity เสียด้วยซ้ำ

ตรงนี้ต้องระวัง — หลักฐานไม่ได้แข็งเท่าที่คนชอบอ้าง

มีงานที่มักถูกหยิบมาอ้างในประเด็นนี้ คือ “Pain as Social Glue” ของ Bastian, Jetten และ Ferris ปี 2014 ที่พบว่าคนแปลกหน้าที่ผ่านประสบการณ์เจ็บปวดร่วมกันในห้องทดลอง มีพฤติกรรมร่วมมือกันมากกว่ากลุ่มควบคุม

แต่ต้องบอกด้วยว่า งานปี 2020 ที่พยายามทำซ้ำการทดลองนี้ในบริบทอื่น ไม่พบผลแบบเดียวกันทั้งหมด

ผมเลยไม่อยากใช้งานชิ้นนี้เป็น “หลักฐาน” ว่าความลำบากร่วมสร้าง Loyalty ได้

ผมใช้มันเป็นแค่ “คำอธิบายที่เป็นไปได้” สำหรับสิ่งที่เราสังเกตเห็นในโลกจริงบ่อยมาก — ว่ากลุ่มที่ผ่านช่วงแย่ ๆ มาด้วยกันมักเหนียวแน่นกว่ากลุ่มที่เจอแต่ช่วงดี

และสำหรับคนทำ Marketing ข้อสรุปที่ปลอดภัยกว่าคือ

ช่วงที่แบรนด์มีปัญหา ไม่ได้เป็นแค่ช่วงที่ต้องเอาตัวรอด แต่เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์กับลูกค้าถูกนิยามใหม่ — จะไปทางไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ทำตัวยังไงตอนนั้น

Loyalty 3 ระดับ ที่ผมใช้มองลูกค้าจริง ๆ

ภาพสามช่องเปรียบเทียบ Brand Loyalty สามระดับ I Like It คือชอบเพราะทีมเล่นดี I Belong Here คือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแฟนบอล และ I Am This คือทีมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน

พอเอาทั้งหมดนี้มาต่อกัน ผมเลยเริ่มมอง Loyalty เป็น 3 ระดับ

ระดับ 1 — “ฉันชอบสิ่งนี้”

ลูกค้าพอใจกับสินค้า ใช้แล้วดี กลับมาซื้อซ้ำ

ระดับนี้ Loyalty วางอยู่บน Performance ล้วน ๆ ซึ่งแปลว่าคู่แข่งที่ทำได้ดีกว่า ถูกกว่า หรือสะดวกกว่า ก็แย่งลูกค้าได้

ระดับนี้ไม่ได้แย่นะ ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ตรงนี้และอยู่ได้ดี แต่ต้องรู้ตัวว่ากำลังแข่งบนสนามที่ป้องกันยาก

ระดับ 2 — “ฉันเป็นคนกลุ่มนี้”

ลูกค้าเริ่มเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ใช้แบรนด์นี้

สัญญาณที่มองเห็นได้ เช่น เขาเริ่มใช้คำว่า “เรา” เริ่มแนะนำคนอื่นโดยไม่ได้มีใครขอ เริ่มตอบคำถามคนอื่นแทนแบรนด์ในกลุ่มหรือคอมเมนต์

ระดับนี้คือจุดที่ Brand Community เริ่มทำงาน

ระดับ 3 — “สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของตัวฉัน”

ระดับนี้การเปลี่ยนแบรนด์มีต้นทุนทางตัวตน ไม่ใช่แค่ต้นทุนการเปลี่ยน

ระดับแรก คู่แข่งที่ดีกว่าก็แย่งลูกค้าได้

แต่ถ้าไปถึงระดับสุดท้ายแล้ว คู่แข่งไม่ได้กำลังแข่งกับ Product อย่างเดียว

เขากำลังแข่งกับ Identity

ภาพเปรียบเทียบสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคนกำลังเลือกเสื้อบอลหลายทีมบนชั้นวางสินค้า ฝั่งขวาแฟนบอลในสนามพร้อมบันไดห้าขั้นจาก Product, Preference, Community, Memories ไปจนถึง Identity

และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบาง Brand ถึงมีลูกค้าที่พร้อมปกป้องแบรนด์ แม้ในวันที่แบรนด์ทำพลาด

เพราะสำหรับเขา การเปลี่ยน Brand อาจไม่ได้รู้สึกเหมือน “เปลี่ยนสินค้า”

แต่มันอาจรู้สึกเหมือนกำลังเปลี่ยนบางอย่างในตัวเอง

ข้อโต้แย้งที่ต้องพูดให้ชัด: Identity ไม่ได้แปลว่า Loyalty อัตโนมัติ

ถ้าผมหยุดบทความไว้แค่ตรงนี้ มันจะกลายเป็นบทความที่ขายไอเดียเกินจริง

เพราะงานวิจัยกลุ่มที่ผมยกมาทั้งหมด รองรับแกน Identity ได้ดี แต่ ไม่ได้แปลตรง ๆ ว่า “ทุกแบรนด์ที่มี Identity จะได้ Loyalty สูงกว่าเสมอ”

มีข้อโต้แย้งอย่างน้อยสองเรื่องที่ควรวางไว้ข้าง ๆ กัน

ฝั่งที่บอกว่า Loyalty ถูกพูดถึงเกินจริงมานานแล้ว

สาย Ehrenberg-Bass และงานของ Byron Sharp เสนอมานานว่าการเติบโตของแบรนด์ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มจำนวนผู้ซื้อ ไม่ใช่การเพิ่มความถี่ของผู้ซื้อประจำ และฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของแบรนด์ประกอบด้วย Light Buyer ที่ซื้อนาน ๆ ครั้ง ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้

ผมไม่ได้มองว่าสองมุมนี้ขัดกันเสียทีเดียว

Sharp กำลังตอบคำถามว่า “แบรนด์โตยังไง” — คำตอบคือ Reach และ Availability

ส่วนบทความนี้กำลังตอบคำถามว่า “ทำไมลูกค้าบางกลุ่มถึงไม่ย้ายไปไหนแม้แบรนด์จะแย่ลง” — ซึ่งเป็นคำถามคนละข้อ

ความผิดพลาดที่ผมเห็นบ่อยในทีมการตลาด คือเอาคำตอบของข้อสองไปใช้แทนกลยุทธ์ของข้อแรก แล้วทุ่มงบทั้งก้อนกับคนที่ซื้ออยู่แล้ว ในขณะที่คนอีก 90% ในตลาดยังไม่รู้จักแบรนด์ด้วยซ้ำ

ถ้าอยากเห็นอีกมุมที่ต่างออกไป ผมเคยเขียนถึงการเลือกไม่จับทุกคนไว้ใน กลยุทธ์ Niche Marketing กับการสร้าง Brand Loyalty

Identity ที่แรงเกินไปก็ย้อนกลับมาทำร้ายแบรนด์ได้

งานของ Ruppel และ Einwiller ปี 2021 ศึกษาผู้บริโภคที่เคยผูกพันกับแบรนด์แล้วเกิดภาวะ Disidentification หลังแบรนด์เกิดวิกฤต และพบว่าคนกลุ่มนี้มีปฏิกิริยาเชิงลบต่อแบรนด์ในระดับที่รุนแรง รวมถึงความรู้สึกพอใจเมื่อเห็นแบรนด์เดือดร้อน

ผมอ่านงานกลุ่มนี้ต่อกันทั้งหมดแล้ว ข้อสรุปที่ผมได้คือ Identity เป็นตัวคูณ ไม่ใช่เกราะ

มันขยายทั้งความภักดีและความโกรธ

ลูกค้าที่เอาตัวตนไปผูกกับแบรนด์แล้วรู้สึกว่าถูกทรยศ ไม่ได้เดินจากไปเงียบ ๆ แบบลูกค้าทั่วไป — เขาเสียใจในแบบที่คนเราเสียใจกับคนใกล้ตัว และเขาพูดถึงมันนานกว่า

เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่เลือกเล่นเกม Identity ต้องยอมรับต้นทุนข้อนี้ไปพร้อมกัน

แล้วแบรนด์จะทำอะไรได้บ้างในทางปฏิบัติ

ผมไม่อยากจบบทความด้วยประโยคว่า “Brand ต้องสร้าง Community นะครับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่คน Marketing อ่านมาเป็นร้อยครั้งแล้ว

สิ่งที่ผมคิดว่าทำได้จริงกว่านั้น มีประมาณนี้

หนึ่ง — เลือกจุดยืนที่มีคนไม่เห็นด้วยได้ แบรนด์ที่ทุกคนเฉย ๆ ด้วย ไม่มีใครเอาไปนิยามตัวเองได้ ถ้าจุดยืนของคุณไม่มีใครค้านเลย แปลว่ามันยังไม่ใช่จุดยืน

สอง — ออกแบบภาษาให้ลูกค้าพูดถึงตัวเองได้ ไม่ใช่พูดถึงคุณ สังเกตว่ากลุ่มที่เหนียวแน่นมักมีคำเรียกตัวเองที่ไม่ได้มาจากชื่อสินค้า แบรนด์ที่ให้แค่ชื่อรุ่นกับสโลแกน ไม่ได้ให้เครื่องมือให้คนใช้อธิบายว่าเขาเป็นใคร

สาม — สร้างพื้นที่ให้ลูกค้าเจอกันเอง ไม่ใช่เจอกับแบรนด์อย่างเดียว นี่คือความต่างระหว่าง Community จริงกับช่องทาง Broadcast ที่เรียกตัวเองว่า Community

สี่ — วางแผนสำหรับวันที่แบรนด์พลาดไว้ล่วงหน้า ถ้า Shared Adversity เป็นจุดที่ความสัมพันธ์ถูกนิยามใหม่ แปลว่าวิธีที่คุณสื่อสารตอนมีปัญหา มีน้ำหนักมากกว่าแคมเปญตอนทุกอย่างราบรื่น

ห้า — วัดสัญญาณ Identity ไม่ใช่แค่ยอดซื้อซ้ำ สัดส่วนคนที่ใช้คำว่า “เรา” จำนวนคนที่ตอบคำถามคนอื่นแทนแบรนด์ จำนวนคนที่กลับมาหลังแบรนด์พลาด — ตัวเลขพวกนี้บอกเรื่องที่ Retention Rate เพียว ๆ ไม่ได้บอก

เรื่องการเอาความเชื่อของแฟนมาทำเป็น Product จริง ๆ มีเคสที่ผมชอบมากและเขียนแยกไว้แล้วที่ เคส Wisła Kraków ที่เปลี่ยนความเชื่อของแฟนบอลให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จนคว้า Grand Prix Cannes Lions 2026 — เป็นตัวอย่างรูปธรรมของหลายข้อข้างบนรวมกัน

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าอยากได้คนช่วยแปลงเรื่องพวกนี้เป็นแผนที่ทำได้จริงกับแบรนด์ของคุณ ทีมเราทำงานตรงนี้อยู่ที่ รับวางกลยุทธ์การตลาดและ Content ให้แบรนด์

Brand Loyalty กับ Loyalty Program ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

มีความสับสนหนึ่งที่ผมเจอบ่อยมากเวลาคุยกับทีมการตลาด และผมคิดว่าควรแยกให้ชัดก่อนจบ

Loyalty Program คือ กลไก — แต้ม ระดับสมาชิก ส่วนลด สิทธิพิเศษ

Brand Loyalty คือ ผลลัพธ์ทางความสัมพันธ์ ที่อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้

โปรแกรมสะสมแต้มที่ออกแบบดีช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อได้จริง และมีประโยชน์ในตัวมันเอง ผมเขียนเรื่องการออกแบบไว้ที่ Loyalty Program คืออะไรและออกแบบอย่างไร

แต่สิ่งที่มันทำไม่ได้คือ ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา

วิธีทดสอบง่าย ๆ ที่ผมใช้คือถามว่า

ถ้าพรุ่งนี้คุณยกเลิกโปรแกรมสะสมแต้มทั้งหมด จะเหลือเหตุผลอะไรให้ลูกค้าอยู่ต่อ

ถ้าตอบไม่ได้ สิ่งที่คุณมีคือต้นทุนการเปลี่ยน ไม่ใช่ Loyalty

สรุป: ลูกค้าที่ชอบแบรนด์ กับ แฟนของแบรนด์

กลับมาที่คำถามตั้งต้น — Brand Loyalty คืออะไร

คำตอบแบบตำราบอกว่าคือการซื้อซ้ำ และมันก็ถูกในระดับที่วัดผลได้

แต่คำตอบที่ผมคิดว่ามีประโยชน์กว่าสำหรับคนทำแบรนด์ คือ Loyalty ที่แข็งแรงที่สุดอาจไม่ได้เกิดจากการที่ลูกค้า “พอใจ” กับเรามากที่สุด

แต่อาจเกิดจากวันที่ Brand ของเราเข้าไปอยู่ใน Identity ของเขา

สำหรับผม นี่คือความต่างระหว่าง

“ลูกค้าที่ชอบแบรนด์”

กับ

“แฟนของแบรนด์”

และเผื่อใครสงสัย — พี่คนนั้นยังเชียร์นิวคาสเซิ่ลอยู่

ยังบ่นทุกครั้งที่เจอกัน

และยังไม่ย้ายไปไหน

References

  1. Tajfel, H., & Turner, J. C. (1986). The Social Identity Theory of Intergroup Behavior. In Psychology of Intergroup Relations. https://www.taylorfrancis.com/chapters/edit/10.4324/9780203505984-16/social-identity-theory-intergroup-behavior-henri-tajfel-john-turner
  2. Wann, D. L., & Branscombe, N. R. (1990). Die-Hard and Fair-Weather Fans: Effects of Identification on BIRGing and CORFing Tendencies. Journal of Sport and Social Issues, 14(2). https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/019372359001400203
  3. Swann, W. B., Jetten, J., Gómez, A., Whitehouse, H., & Bastian, B. Identity Fusion, Extreme Pro-Group Behavior, and the Path to Defusion. Social and Personality Psychology Compass. https://labs.la.utexas.edu/swann/files/2016/03/compass.pdf
  4. Varmann, A. H., et al. (2023). How identity fusion predicts extreme pro-group orientations: A meta-analysis. European Review of Social Psychology. https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/10463283.2023.2190267
  5. “Together in suffering, truly in trouble” — a study of cultural rituals in ultras supporters based on identity fusion theory (2025). Humanities and Social Sciences Communications. https://www.nature.com/articles/s41599-025-05575-4
  6. Is social identity theory enough to cover sports fans’ behavior?: additional perspective from identity fusion theory. PMC. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12188543/
  7. Muniz, A. M., & O’Guinn, T. C. (2001). Brand Community. Journal of Consumer Research, 27(4), 412–432. https://academic.oup.com/jcr/article-abstract/27/4/412/1810411
  8. Stokburger-Sauer, N., Ratneshwar, S., & Sen, S. (2012). Drivers of consumer–brand identification. International Journal of Research in Marketing, 29(4), 406–418. https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0167811612000572
  9. Bastian, B., Jetten, J., & Ferris, L. J. (2014). Pain as Social Glue: Shared Pain Increases Cooperation. Psychological Science, 25(11). https://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1177/0956797614545886
  10. Qi, F., et al. (2020). Pain and sharing: A re-examination of the findings of Bastian, Jetten, and Ferris (2014). Journal of Pacific Rim Psychology. https://www.cambridge.org/core/journals/journal-of-pacific-rim-psychology/article/pain-and-sharing-a-reexamination-of-the-findings-of-bastian-jetten-and-ferris-2014/BA36B52F61AA3278F4DB5F63D909E66A
  11. Ruppel, C., & Einwiller, S. (2021). Pleasant hostility: Disidentified consumers’ emotional and behavioral reactions to a brand crisis. Journal of Consumer Behaviour. https://onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/cb.1866
  12. Sharp, B. Answering critics. Marketing Science (Ehrenberg-Bass). https://byronsharp.wordpress.com/2016/09/18/answering-critics/


Related Posts 

บทความเพิ่มเติม

Discover more from Spark Factor - Digital Marketing Agency

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading