STP Marketing กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช่ เข้าถึงใจลูกค้าได้ยิ่งกว่า SPARK Factor

STP Marketing กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช่ เข้าถึงใจลูกค้าได้ยิ่งกว่า 

ยุคนี้ เคยสงสัยไหมว่าทำไมแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Nike หรือ Coca-Cola ถึงครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่น และมีสินค้าที่ “ตรงใจ” ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ? 

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในการขายสินค้าให้กับ “ทุกคน” อย่างเดียว แต่คือการ “โฟกัส” ไปที่กลุ่มลูกค้าที่ใช่จริง ๆ เพื่อสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนให้กับแบรนด์  และนี่คือพลังที่ซ่อนอยู่ในโมเดลที่เรียบง่ายและทรงพลังของกลยุทธ์ที่มีชื่อว่า STP Marketing 

บทความนี้ SPARK Factor จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ STP Marketing ตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญ ไปจนถึงขั้นตอนการลงมือทำอย่างละเอียด พร้อมนำเสนอประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการใช้กลยุทธ์นี้ เพื่อให้ทุกธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงใจลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม 

STP Marketing คืออะไร?

STP Marketing คืออะไร? SPARK Factor

STP Marketing คือตัวย่อของกระบวนการเชิงกลยุทธ์ 3 ขั้นตอน ที่ใช้ในการวางแผนการตลาดให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งย่อมาจาก 

  • S – Segmentation (การแบ่งส่วนตลาด) เป็นการค้นหา “กลุ่มคนที่มีอะไรบางอย่างเหมือนกัน” ในตลาดใหญ่ เช่น คนที่ชอบวิ่งมาราธอน, คนที่รักสิ่งแวดล้อม 
  • T – Targeting (การเลือกตลาดเป้าหมาย) คือการตัดสินใจว่า “จะคุยกับใคร” และเลือกกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีที่สุด 
  • P – Positioning (การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และแบรนด์) เป็นการทำให้แบรนด์เกิดความ “แตกต่าง” และอยู่ในใจของกลุ่มเป้าหมาย 

เพื่อให้ธุรกิจได้ทำการค้นหาว่าใครคือลูกค้าที่ดีที่สุดของแบรนด์ (Segmentation) หลังจากนั้น ทำการเลือกกลุ่มที่ดีที่สุดเหล่านั้น (Targeting) เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่าง และเจาะตลาดพูดคุยกับกลุ่มนั้น ๆ โดยเฉพาะ (Positioning)  

เจาะลึก! 3 องค์ประกอบหลักของ STP Marketing ให้เข้าใจมากขึ้น 

S – Segmentation การแบ่งส่วนตลาด 

Segmentation การแบ่งส่วนตลาด คืออะไร?

Segmentation คือการหา Customer Insight โดยแบ่งผู้บริโภคทั้งหมดในตลาดออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ที่มีความต้องการ พฤติกรรม หรือลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและการสื่อสาร โดยทั่วไป การแบ่งกลุ่มจะใช้ 4 เกณฑ์หลัก ดังนี้ 

  1. Geographic Segmentation (ภูมิศาสตร์) แบ่งตามตำแหน่งทางกายภาพ เช่น ทวีป, ประเทศ, เมือง, ภูมิภาค, หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศ 
  2. Demographic Segmentation (ประชากรศาสตร์) แบ่งตามข้อมูลพื้นฐานของบุคคล เช่น อายุ, เพศ, รายได้, ระดับการศึกษา, อาชีพ, และสถานะครอบครัว 
  3. Psychographic Segmentation (จิตวิทยาและวิถีชีวิต) แบ่งตามลักษณะภายใน เช่น บุคลิกภาพ, ไลฟ์สไตล์, ค่านิยม, ความเชื่อ, และความสนใจ 
  4. Behavioral Segmentation (พฤติกรรมศาสตร์) แบ่งตามพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เช่น โอกาสในการซื้อ, อัตราการใช้งาน, ความภักดีต่อแบรนด์, และผลประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการจากสินค้า 

T – Targeting การเลือกตลาดเป้าหมาย 

Targeting การเลือกตลาดเป้าหมาย STP Marketing

คือ การประเมินและตัดสินใจว่าจะ มุ่งเน้นทรัพยากร ไปยัง Segment ใดที่คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด พิจารณาจาก ความน่าสนใจ ศักยภาพในการทำกำไร, การเติบโต และ ความสอดคล้อง กับความสามารถของบริษัท 

ซึ่งรูปแบบการเลือกตลาดเป้าหมายแบ่งออกเป็น 4 แบบดังนี้ 

  1. Mass Marketing การเสนอสินค้าและกลยุทธ์การตลาดแบบเดียวกันทั้งหมดให้กับตลาดโดยรวม (ปัจจุบันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ) 
  2. Differentiated Marketing การเลือกตลาดเป้าหมายหลาย Segment และพัฒนากลยุทธ์หรือสินค้าที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละกลุ่ม เช่น Toyota มีรถยนต์หลายรุ่นสำหรับหลายกลุ่ม 
  3. Niche Marketing การเลือก Segment ย่อยที่เฉพาะเจาะจงเพียงกลุ่มเดียว และทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อเป็นผู้นำในตลาดนั้น 
    ตัวอย่าง Niche: Tesla ในช่วงแรกทำ Niche Marketing โดยโฟกัสไปที่กลุ่มคนรวยที่รักเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม จากนั้นก็มีการขยายเข้าสู่ Mass Marketing 
  4. Micromarketing (Hyper-Personalization) เป็นการปรับแต่งสินค้าและการสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของบุคคลหรือกลุ่มสถานที่ที่เล็กที่สุด เช่น Netflix แนะนำหนังให้กับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลตามความชื่นชอบ 

P – Positioning (การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์/แบรนด์) 

Positioning การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ หรือ แบรนด์

อีกหนึ่งกระบวนการสำคัญที่ช่วย สร้างภาพลักษณ์และคุณค่าที่แตกต่าง ให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเทียบกับคู่แข่ง 

โดยสิ่งสำคัญคือธุรกิจต้องกำหนดคุณค่าหลัก และ จุดขายของแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ เช่น Perceptual Map หรือ Positioning Map เพื่อช่วยในการประเมินและทำความเข้าใจว่า แบรนด์ของคุณยืนอยู่ ณ จุดใดในตลาด และในใจของลูกค้าเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้ 

ทำไม STP Marketing ถึงสำคัญ? นี่คือ 4 เหตุผลที่ทำให้แบรนด์คุณอยู่รอด 

ทำไม STP Marketing ถึงมีความสำคัญต่อการทำการตลาดของแบรนด์?

เพราะการทำ STP Marketing ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดและเติบโตในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่กลยุทธ์นี้มีความสำคัญกับแบรนด์ แบ่งออกเป็น 4 ข้อหลัก ๆ ดังนี้ 

1. ช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่ม ROI ให้กับธุรกิจ 

หัวใจสำคัญของ STP คือการ Targeting หรือ การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ที่แม่นยำ ซึ่งเมื่อธุรกิจรู้ชัดเจนว่าลูกค้าที่ใช่คือใคร ก็จะสามารถมุ่งเน้นงบประมาณ ไปยังคนกลุ่มนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้น  

โดยไม่ต้องเสียเงินไปกับการยิงโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แบรนด์ก็จะมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สูงขึ้นนั่นเอง 

2. ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างตรงจุด 

การทำ Segmentation (การแบ่งส่วนตลาด) ที่ละเอียด จะช่วยให้แบรนด์เข้าใจ ปัญหา และ ความต้องการ ที่แตกต่างกันของลูกค้าได้อย่างชัดเจน  

เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้า และ บริการที่ “ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ” ทำให้สินค้าของธุรกิจมี คุณค่าที่เหนือกว่า ในสายตาของกลุ่มเป้าหมาย 

3. สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง  

Positioning คือการหา “ช่องว่าง” ในตลาดและสร้าง Unique Selling Point (USP) จุดขายที่โดดเด่น การมีตำแหน่งที่ชัดเจนจะสร้าง “กำแพงป้องกัน” ให้ธุรกิจ คู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก เพราะลูกค้าได้ผูกความรู้สึกและคุณค่าของแบรนด์คุณไว้ในใจแล้ว 

ตัวอย่าง: Volvo เลือก Positioning เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ “ปลอดภัยที่สุด” ทำให้เมื่อนึกถึงความปลอดภัย ลูกค้าจะนึกถึง Volvo ทันที แม้จะมีคู่แข่งอื่น ๆ ก็ตาม 

4. เพิ่มความภักดีของลูกค้า (Enhance Brand Loyalty) 

เมื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ สอดคล้องกับความต้องการได้เป็นอย่างดี สิ่งนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่าแบรนด์ “เข้าใจ” พวกเขาได้อย่างลึกซึ้ง  

ซึ่งสิ่งนี้ก็จำทำให้ลูกค้าเกิดความผูกพันและความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และพร้อมที่จะ ซื้อซ้ำ รวมไปถึงยังเป็น ผู้ช่วยในการบอกต่อ (Word-of-Mouth) ที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดอีกด้วย 

7 ขั้นตอนวางกลยุทธ์ STP Marketing ให้เข้าใจลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น 

7 ขั้นตอนวางกลยุทธ์ STP Marketing ให้เข้าใจลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น SPARK Factor

เพื่อให้แบรนด์ได้นำ STP Marketing ไปใช้เกิดผลลัพธ์สูงสุด นักการตลาดควรทำตามกระบวนการ 7 ขั้นตอนที่ละเอียดและเป็นระบบ ดังนี้ 

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดตลาดโดยรวม (Define the Broad Market) 

โดยกำหนดขอบเขตของตลาดที่ธุรกิจต้องการแข่งขันให้ชัดเจน เช่น ไม่ใช่แค่ “กระเป๋า” แต่คือ “ตลาดกระเป๋าเป้เพื่อการเดินทางสำหรับดิจิทัลโนแมด” 

ขั้นตอนที่ 2 แบ่งกลุ่มตลาด (Segmentation) 

จากนั้นใช้เกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ภูมิศาสตร์, ประชากรศาสตร์, จิตวิทยา, พฤติกรรมศาสตร์ เพื่อแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนและมีลักษณะร่วมกัน 

ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาโปรไฟล์ของ Segment (Develop Segment Profiles) 

โดยแบรนด์จะต้องสร้างบุคลิกภาพสมมติ ให้กับแต่ละกลุ่ม เช่น “คุณ A, อายุ 35 ปี, เป็นฟรีแลนซ์, มีรายได้ 60K, ชอบเข้ายิม, กำลังมองหากระเป๋าที่ใส่ Notebook และรองเท้าออกกำลังกายได้” ฯลฯ 

ขั้นตอนที่ 4 ประเมินความน่าสนใจของแต่ละ Segment (Evaluate Segment Attractiveness) 

เพื่อให้คะแนนแต่ละกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ ขนาด, อัตราการเติบโต, ความสามารถในการทำกำไรว่ากลุ่มไหนจ่ายแพงและซื้อซ้ำ? รวมไปถึง ระดับการแข่งขัน 

ขั้นตอนที่ 5 เลือกตลาดเป้าหมาย (Select the Target Segment) 

เมื่อได้ผลการประเมินในขั้นตอนที่ 4 แล้ว แบรนด์ต้อง้เลือก Segment ที่มีคะแนนสูงสุด และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจ 

ขั้นตอนที่ 6 กำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Define the Positioning) 

จากนั้น แบรนด์จะต้องทำการระบุ Value Proposition และ USP ที่ชัดเจน โดยตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำไมลูกค้ากลุ่มเป้าหมายถึงต้องเลือกเรา แทนที่จะเลือกคู่แข่ง?” 

ขั้นตอนที่ 7 พัฒนากลยุทธ์การตลาดแบบผสม 

โดยนำผลลัพธ์ของ Positioning มาใช้เป็นแนวทางในการกำหนด เช่น  Product, Price, Place, และ Promotion เพื่อให้ทุกอย่าง สอดคล้องกับตำแหน่ง ที่วางไว้ 

5 ประโยชน์ของการทำกลยุทธ์ STP Marketing สำหรับธุรกิจ 

การวางกลยุทธ์STP Marketing อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Segmentation, Targeting และ Positioning อย่างจริงจัง จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว เช่น  

  1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์ เมื่อธุรกิจรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร การสื่อสาร (Promotion) จะเป็นแบบ เฉพาะเจาะจงสูง ซึ่งทำให้ข้อความตรงใจลูกค้า โน้มน้าวใจได้ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพ 
  2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า  การมีข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า จะช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนาสร้างสินค้า/บริการที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ทำให้โอกาสประสบความสำเร็จสูง 
  3. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  หากแบรนด์มีการวางตำแหน่งสินค้า (Positioning) ได้แข็งแกร่งและชัดเจน แบรนด์ของธุรกิจก็จะกลายเป็น “เจ้าตลาด” ในเรื่องนั้น ๆ ทันที ซึ่งจะทำให้คู่แข่งรายอื่นเข้ามาแย่งลูกค้าได้ยาก 
  4. กำหนดราคาที่เหมาะสม การเข้าใจ Segment ช่วยให้รู้ถึง “ความเต็มใจที่จะจ่าย”  ของลูกค้า ทำให้สามารถตั้งราคา (Price) ได้เหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำเกินไป และ เพิ่มอัตรากำไร (Profit Margin) ได้ 
  5. การเติบโตระยะยาว การทำ STP จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นและเข้าไปดูแลกลุ่มลูกค้าที่คู่แข่งอาจจะ “มองข้าม” หรือยังไม่มีใครตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของพวกเขาได้ดี  

ซึ่งหากแบรนด์สามารถเข้าไปเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้นี้ ส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจก็จะ ค่อย ๆ เติบโต และขยายตัวอย่างมั่นคงในระยะยาว 

คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ STP Marketing

Q: STP Marketing แตกต่างจาก 4Ps อย่างไร? 

A: STP Marketingคือ กลยุทธ์ (Strategy) ที่ใช้ในการตัดสินใจว่า จะทำการตลาดกับใคร  และ จะวางตำแหน่งอย่างไร  

ส่วน 4Ps (Marketing Mix) คือ ยุทธวิธี (Tactic) ที่ใช้ในการดำเนินการตามกลยุทธ์นั้น ซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์จะต้องทำ STP ให้เสร็จก่อน เพื่อที่จึงจะนำผลลัพธ์ไปกำหนด 4Ps (Product, Price, Place, Promotion) ได้ 

Q: ธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ควรใช้ STP Marketing หรือไม่? 

A: ควรอย่างยิ่ง สำหรับ SMEs เพราะการทำSTP Marketing หากแบรนด์ Focus ไปที่ Segment ที่เล็กแต่ทำกำไรได้สูง จะช่วยลดการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ และสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ง่ายกว่านั่นเอง 

Q: การทำ STP ควรเริ่มจากอะไรเป็นอันดับแรก? 

A: ควรเริ่มจากการทำ Segmentation เป็นอันดับแรกสุด โดยเริ่มจากการวิจัยและรวบรวมข้อมูลลูกค้าในตลาดโดยรวม จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการ Targeting และ Positioning ตามลำดับ 

Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Segment ที่เราเลือกนั้นถูกต้อง? 

A: การประเมินความถูกต้อง แบรนด์ต้องดูจากผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น 

  • Response Rate อัตราการตอบสนองต่อแคมเปญการตลาดสูง 
  • Conversion Rate อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าสูง 
  • Profitability อัตรากำไรจาก Segment นั้นสูงและยั่งยืน 

ซึ่งควรมีการทบทวนและปรับปรุงการ Segmentation เป็นระยะ ๆ เพื่อหากลุ่มตลาดที่ดีที่สุดสำหรับแบรนด์ 

สรุป 

STP Marketingหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญสำหรับการทำการตลาด ที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว จากการทำ Segmentation ที่ละเอียดลึกซึ้ง, การ Targeting ที่แม่นยำ และการสร้าง Positioning ที่แตกต่างและชัดเจน สิ่งนี้ก็จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และใช้ทรัพยากรทางการตลาดได้อย่างคุ้มค่า 

โดยหากธุรกิจไหนที่พร้อมจะก้าวข้ามการทำการตลาดแบบหว่านแห และต้องการสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงใจลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การนำกลยุทธ์STP Marketing ไปปรับใช้อย่างจริงจัง คือจุดเริ่มต้นที่คุณไม่ควรมองข้าม 

คุณสามารถอ่านคอนเทนต์อื่น ๆ จากทาง SPARK Factor ได้ที่นี่ 
หรือ หากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่สามารถ    
ช่วยให้ แบรนด์ของคุณถูกสื่อสารไปหาลูกค้า และ เพื่อนำไปสู่    
การสร้างยอดขายได้คุณสามารถติดต่อมาหาเราได้ที่นี่ SPARK Factor 

ที่มา 

The segmentation, targeting, positioning (STP) marketing model จาก Smart Insights 
STP MarketingStrategy: Comprehensive Guide จาก Salesforce