LINE MINI App คืออะไร และเมื่อไหร่ควรย้ายจาก LIFF
หลายบริษัทมี LIFF ใช้งานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบสมัครสมาชิก หน้าแคมเปญ ระบบสะสมแต้ม หรือ Web App ที่เชื่อมกับ LINE Official Account เมื่อได้ยินเรื่อง LINE MINI App คำถามที่ตามมาคือ เราควรย้ายระบบเดิมไปใช้ MINI App เลยหรือไม่
คำถามนี้น่าสนใจกว่าการเปรียบเทียบว่า Platform ไหนมี Feature มากกว่า เพราะการเปลี่ยน Technology มีทั้งเรื่องการพัฒนา การตั้งค่า การทดสอบ การเชื่อมต่อระบบเดิม และการดูแลหลังเปิดใช้งาน
สิ่งที่ผมอยากให้เริ่มพิจารณาก่อนคือ ธุรกิจต้องการให้ลูกค้าทำอะไรใน LINE และหลังจากทำสำเร็จแล้ว ลูกค้าจะมีเหตุผลกลับมาใช้งานอีกหรือไม่
ถ้าลูกค้าคลิกโฆษณา เปิดหน้า LIFF สมัครสมาชิก รับคูปอง แล้วจบ Customer Journey ระบบที่มีอยู่ก็อาจตอบโจทย์ได้ดีแล้ว
แต่ถ้าลูกค้าต้องกลับมาเช็กแต้ม จองคิว ติดตามสถานะบริการ หรือดูข้อมูลสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เราจะเริ่มมีเหตุผลในการพิจารณาความสามารถของ LINE MINI App เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่ได้จบเพียงแค่ว่าลูกค้าจะกลับมาหรือไม่ เพราะยังมีเรื่องความสามารถที่จำเป็น สถานะ Verified และข้อจำกัดของ Channel ที่ต้องเข้าใจด้วย
1. ทำความเข้าใจก่อนว่า LIFF กับ LINE MINI App ไม่ใช่ Native App คนละประเภท
ความเข้าใจผิดที่ควรแก้ก่อนเริ่มคุยเรื่องการย้าย คือการคิดว่า LINE MINI App เป็นแอป Native ที่ถูกติดตั้งลงบนโทรศัพท์ ขณะที่ LIFF เป็นเพียงหน้าเว็บที่เปิดอยู่ใน LINE
ความจริงแล้ว LINE MINI App เป็น Web App ที่ทำงานภายใน LINE และใช้ LIFF technology ในการเชื่อมต่อกับความสามารถของ LINE เช่น การเข้าสู่ระบบและการเข้าถึงข้อมูลโปรไฟล์ตามสิทธิ์ที่ได้รับ
นั่นหมายความว่า ความรู้และเทคโนโลยีที่ใช้พัฒนา Web App เช่น HTML, CSS และ JavaScript ยังคงนำมาใช้ได้เมื่อพัฒนา Web App ให้เป็น LINE MINI App โดยยังต้องมี Web Server สำหรับให้บริการระบบด้วย
LINE Developers อธิบายกระบวนการนำ Web App ที่ใช้งานอยู่มาพัฒนาเป็น LINE MINI App ไว้โดยตรง ตั้งแต่การสร้าง MINI App Channel การโหลด LIFF SDK การกำหนด Endpoint URL ไปจนถึงการส่งระบบเข้ารับการตรวจสอบ
ดังนั้น เราไม่ควรสรุปว่า MINI App เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า หรือเก็บข้อมูลได้มากกว่า LIFF โดยอัตโนมัติ เพราะทั้งสองรูปแบบอาศัยเทคโนโลยี Web App และผลลัพธ์ยังขึ้นกับการออกแบบระบบ การเขียนโค้ด โครงสร้าง Backend การจัดการข้อมูล และสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน
สิ่งที่ควรเปรียบเทียบจึงไม่ใช่คำกล่าวกว้าง ๆ ว่าเทคโนโลยีใหม่ดีกว่าเดิม แต่เป็นความสามารถเฉพาะที่ธุรกิจต้องการและรูปแบบการให้บริการที่แต่ละ Channel รองรับ
2. คำถามที่สำคัญกว่า “ควรย้ายหรือยัง” คือ Customer Journey จบตรงไหน
ลองดูตัวอย่างของแคมเปญหนึ่ง
ลูกค้าเห็นโฆษณา กดเข้ามาที่หน้า LIFF กรอกข้อมูล รับคูปอง และกลับไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามสิทธิ์ที่ได้รับ
ถ้าเป้าหมายของแคมเปญคือการเก็บ Lead หรือทำให้ลูกค้าทำ Action ครั้งแรก ระบบก็อาจทำหน้าที่ได้ครบแล้ว
ในสถานการณ์นี้ เราไม่จำเป็นต้องสร้างระบบให้มีความซับซ้อนขึ้นเพียงเพราะมี Platform ใหม่ให้เลือก
แต่ลองเปลี่ยนเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง
ลูกค้าคนเดิมต้องกลับมาเช็กคะแนนสะสม ดูสิทธิ์สมาชิก จองคิวบริการ ตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ หรือดูประวัติการใช้บริการหลายครั้งตลอดทั้งปี
คราวนี้โจทย์ของระบบไม่ใช่เพียงทำให้ลูกค้าทำ Action สำเร็จ แต่ต้องทำให้ลูกค้ากลับเข้าถึงบริการได้สะดวกในครั้งต่อไปด้วย
นี่คือความแตกต่างระหว่างการออกแบบประสบการณ์เพื่อ Conversion กับการออกแบบบริการที่ต้องการ Retention

ผมจึงใช้ประโยคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ
LIFF พาลูกค้าเข้ามา แต่ MINI App อาจช่วยให้ลูกค้ากลับมาได้สะดวกขึ้น
คำว่า “อาจ” สำคัญ เพราะการมี MINI App ไม่ได้ทำให้ลูกค้ากลับมาเอง ธุรกิจยังต้องมีบริการที่มีประโยชน์ มีเหตุผลให้กลับมา และออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้าอยากใช้งานต่อ
Technology ช่วยลดอุปสรรคบางอย่างได้ แต่ไม่สามารถสร้างความต้องการใช้บริการแทนธุรกิจได้ทั้งหมด
3. ความแตกต่างที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือความสามารถของ LINE MINI App
หากเราไม่ควรตัดสินจากคำกล่าวกว้าง ๆ เรื่อง Performance หรือ Security แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรนำมาเปรียบเทียบ
คำตอบคือ ความสามารถเฉพาะของ LINE MINI App โดยเฉพาะความสามารถที่เปิดให้ใช้เมื่อระบบผ่านการ Verified
เอกสาร LINE Developers ระบุความสามารถของ Verified MINI App เช่น
- Service Messages — ส่งข้อความแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของผู้ใช้ เช่น การยืนยันการจองหรือการแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องกับบริการ
- Custom Path — กำหนดเส้นทาง URL ตามรูปแบบที่ระบบรองรับ
- Add to Home Screen — ให้ผู้ใช้เพิ่มทางลัดของ MINI App ลงบนหน้าจอหลักของอุปกรณ์
- Global Search — รองรับการค้นหา LINE MINI App ผ่านฟังก์ชันค้นหาของ LINE
- Channel consent simplification — ช่วยลดขั้นตอนการขอความยินยอมบางส่วนตามเงื่อนไขที่ LINE กำหนด

รายละเอียดและความพร้อมใช้งานของแต่ละความสามารถควรตรวจสอบจากเอกสารทางการ เนื่องจากอาจมีเงื่อนไขเฉพาะตาม Feature และพื้นที่ให้บริการ
สิ่งที่น่าสนใจคือ Feature เหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันในทุกธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น Service Messages อาจมีประโยชน์กับธุรกิจที่ลูกค้าต้องได้รับการยืนยันการจอง การแจ้งสถานะคิว หรือการยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะข้อความเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการ ไม่ใช่เพียงการส่งโปรโมชั่น
LINE ระบุเงื่อนไขชัดเจนว่า Service Messages ใช้ตอบกลับหรือยืนยันการกระทำของผู้ใช้ และห้ามใช้เพื่อส่งโฆษณาหรือโปรโมชั่น เช่น คูปองส่วนลดและการแจ้งสินค้าใหม่
ในทางกลับกัน หากระบบของเรามีหน้าที่เพียงรับข้อมูลครั้งเดียว แล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความสามารถเหล่านี้ การเปลี่ยนไป MINI App ก็อาจยังไม่ได้เพิ่มคุณค่ามากพอเมื่อเทียบกับต้นทุนและภาระในการดูแลระบบ
การเลือก Platform จึงควรเริ่มจากการระบุ Feature ที่จำเป็น แล้วจึงตรวจสอบว่า Feature เหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อผู้ใช้และธุรกิจอย่างไร
4. Verified MINI App ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องหมายรับรอง
หลายคนอาจมองว่าการ Verified เป็นเรื่องภาพลักษณ์ แต่ในทางปฏิบัติ สถานะนี้มีผลต่อความสามารถที่ระบบสามารถใช้งานได้ด้วย
LINE MINI App ที่ผ่านการตรวจสอบจะได้รับสถานะ Verified และสามารถใช้ความสามารถเพิ่มเติมบางอย่าง เช่น Service Messages, การเพิ่มทางลัดบนหน้าจอหลัก และการค้นหาผ่าน LINE ตามเงื่อนไขของแต่ละ Feature
แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างการมี LINE MINI App Channel กับการผ่านการตรวจสอบจนเป็น Verified MINI App
การสร้าง Channel เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ส่วนการเป็น Verified MINI App ต้องผ่านกระบวนการ Review ของ LINE
ในเชิงธุรกิจ เราจึงควรถามต่อว่า
หากต้องการใช้ Service Messages ระบบของเรามี Use Case ที่เข้าเงื่อนไขหรือไม่ หากต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงบริการจากหน้าจอหลัก ลูกค้าจะมีเหตุผลกลับมาใช้บริการจริงหรือไม่ และหากต้องการให้ค้นพบผ่าน LINE Search บริการของเราพร้อมรองรับการเข้าถึงจากช่องทางนั้นเพียงใด
คำถามเหล่านี้สำคัญกว่าการตั้งเป้าว่าจะต้องมีเครื่องหมาย Verified ให้ได้ เพราะสถานะรับรองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพร้อมในการให้บริการ
5. เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาเปลี่ยนจาก LIFF ไป LINE MINI App
ผมแนะนำให้พิจารณาจากสัญญาณทางธุรกิจ 4 ข้อ

ข้อแรก: ลูกค้ามีเหตุผลกลับมาใช้บริการซ้ำ
ตัวอย่างเช่น ระบบสมาชิก ระบบจองคิว ระบบติดตามคำสั่งซื้อ หรือบริการที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเป็นระยะ
หากลูกค้าต้องกลับมาใช้งานหลายครั้ง ความสะดวกในการเข้าถึงระบบและการกลับไปยังหน้าที่ต้องการย่อมมีความสำคัญมากกว่าการทำแคมเปญที่จบในครั้งเดียว
ข้อสอง: มี Feature ที่ต้องใช้จริงและต้องอาศัย MINI App
หากธุรกิจต้องการ Service Messages หรือความสามารถเฉพาะที่ต้องใช้ Verified MINI App ก็มีเหตุผลให้ประเมินการพัฒนาเป็น MINI App อย่างจริงจัง
แต่ควรเริ่มจาก Use Case ไม่ใช่เริ่มจากรายชื่อ Feature แล้วค่อยหาว่าจะเอาไปทำอะไร
ข้อสาม: LINE เป็นช่องทางสำคัญของบริการระยะยาว
ธุรกิจที่ต้องการเชื่อมประสบการณ์ออนไลน์กับบริการที่ลูกค้าใช้งานเป็นประจำ อาจได้ประโยชน์จากการนำบริการมาอยู่ใน LINE
เช่น โรงพยาบาลที่ต้องรองรับการนัดหมายและติดตามบริการ บริษัทประกันที่ลูกค้าต้องตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์หรือสถานะเคลม และธุรกิจค้าปลีกที่ต้องการให้สมาชิกกลับมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การนำบริการมาอยู่ใน LINE ไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนทุกระบบไป MINI App ทันที ต้องพิจารณาด้วยว่าระบบเดิมมีข้อจำกัดอะไร และผู้ใช้ต้องการเข้าถึงบริการผ่านช่องทางใด
ข้อสี่: องค์กรพร้อมดูแลระบบต่อเนื่อง
MINI App ไม่ใช่แค่การเปิดใช้ Feature ใหม่ แต่ยังต้องมีผู้รับผิดชอบระบบ การรักษาความปลอดภัย การดูแลข้อมูล การทดสอบ และการพัฒนาต่อเนื่อง
หากองค์กรยังไม่มีเจ้าของบริการที่ชัดเจน หรือไม่มีแผนดูแลหลังเปิดใช้งาน การเพิ่มความซับซ้อนอาจสร้างภาระมากกว่าประโยชน์
สรุปคือ ควรเริ่มพิจารณา MINI App เมื่อมีเหตุผลทางธุรกิจและความสามารถที่ต้องใช้ ไม่ใช่เพียงเพราะระบบใหม่ดูทันสมัยกว่า
6. อย่ามองข้ามข้อเท็จจริงเรื่องการย้าย Channel
ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับองค์กรที่มี LIFF ใช้งานอยู่แล้ว
ในทางเทคนิค การนำ Web App เดิมมาพัฒนาเป็น LINE MINI App สามารถทำได้ และความรู้เดิมด้าน HTML, CSS, JavaScript รวมถึงระบบ Backend ยังนำมาใช้ต่อได้ตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม LIFF ที่สร้างภายใต้ LINE Login Channel ไม่สามารถย้าย Channel โดยตรงไปเป็น LINE MINI App Channel ได้

LINE ระบุข้อจำกัดนี้ไว้ใน FAQ อย่างชัดเจน และแนะนำให้พิจารณาสร้าง LIFF ใหม่เป็น LINE MINI App หากยังอยู่ในช่วงเลือกแนวทางการพัฒนา
ในทางปฏิบัติ เราจึงไม่ควรสื่อสารกับทีมว่าแค่เปลี่ยน Channel แล้วทุกอย่างจะทำงานต่อได้โดยไม่มีการปรับแก้
ก่อนเริ่มงาน ควรตรวจสอบอย่างน้อยเรื่องต่อไปนี้
- โครงสร้าง Frontend และ Backend ปัจจุบัน
- การตั้งค่า LIFF ID และการเรียกใช้ LIFF SDK
- Login Flow และการขอสิทธิ์จากผู้ใช้
- การจัดการ User ID และการเชื่อมกับข้อมูลสมาชิกเดิม
- URL, Deep Link และเส้นทางการเข้าถึงแต่ละหน้า
- API ที่ระบบใช้งาน รวมถึงการจัดการ Token
- การทดสอบระบบเดิมและระบบใหม่ก่อนเปิดให้ผู้ใช้จริง
รายการเหล่านี้เป็นแนวทางสำหรับวางแผนตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าทุกโปรเจกต์ต้องแก้ทั้งหมดเหมือนกัน เพราะความจำเป็นขึ้นอยู่กับสถาปัตยกรรมและ Feature ที่ระบบใช้งานอยู่
สิ่งที่ควรทำคือประเมินผลกระทบก่อนเริ่มย้าย เพื่อให้ทีมรู้ว่ามีส่วนใดนำกลับมาใช้ได้ ส่วนใดต้องตั้งค่าใหม่ และส่วนใดต้องพัฒนาหรือทดสอบเพิ่มเติม
7. ถ้าเริ่มโปรเจกต์ใหม่ ควรเลือก LIFF หรือ MINI App ตั้งแต่ต้น
สำหรับโปรเจกต์ใหม่ ผมจะไม่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า LIFF ทำได้หรือไม่ เพราะคำถามนั้นอาจทำให้เรามองเฉพาะสิ่งที่ทำได้ในวันนี้ โดยไม่ได้พิจารณาทิศทางในอนาคต
LINE Developers เผยแพร่คำแนะนำเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2025 ว่า เมื่อสร้าง LIFF App ใหม่ ควรพิจารณาสร้างเป็น LINE MINI App เนื่องจากมีแผนรวมแบรนด์ LIFF และ LINE MINI App ในอนาคต โดยระบุในขณะนั้นว่ากำหนดเวลาการรวมแบรนด์ยังไม่แน่นอน
คำแนะนำนี้ไม่ได้หมายความว่าระบบ LIFF เดิมจะหยุดใช้งานทันที แต่สะท้อนว่าหากกำลังเริ่มลงทุนใหม่ ควรพิจารณาทิศทางของ Platform ไปพร้อมกับความต้องการของธุรกิจ
สำหรับองค์กรที่กำลังเริ่มระบบสมาชิก ระบบจองคิว หรือบริการที่คาดว่าจะพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต การเลือก Channel ตั้งแต่ต้นอาจช่วยลดความจำเป็นในการทบทวนแนวทางในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบข้อกำหนดปัจจุบันของ LINE ในวันที่เริ่มโครงการ และประเมินความพร้อมของ Provider, Channel, การ Review และ Feature ที่ต้องใช้ด้วย
สำหรับ LIFF ที่เปิดใช้งานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบสร้างใหม่ทั้งหมดเพียงเพราะมีคำแนะนำดังกล่าว แต่ควรจัดทำแผนประเมินระบบเดิมและกำหนดจังหวะเปลี่ยนให้เหมาะสมกับธุรกิจ
8. Framework สำหรับตัดสินใจ: เริ่มจาก Business ก่อน Technology
หากต้องนำเรื่องนี้ไปคุยกับทีม Marketing, Product และ Developer ผมแนะนำให้เริ่มจากคำถาม 3 ข้อ

คำถามที่ 1: ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการอีกไหม?
ถ้าลูกค้าเข้ามาทำ Action เพียงครั้งเดียวแล้วจบ ระบบที่เน้น Campaign หรือ Conversion อาจเพียงพอ แต่หากมีเหตุผลให้กลับมาใช้งานต่อเนื่อง ควรศึกษาว่าการออกแบบบริการใน LINE จะช่วยให้ลูกค้ากลับมาได้สะดวกขึ้นอย่างไร
คำถามที่ 2: ถ้ากลับมา จะกลับมาบ่อยแค่ไหน?
การกลับมาเดือนละครั้งกับการกลับมาทุกวันอาจมีความต้องการด้านประสบการณ์ต่างกัน ความถี่ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินแบบตายตัว แต่ช่วยให้เราเข้าใจว่าการทำให้เข้าถึงบริการได้ง่ายมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด
คำถามที่ 3: ทุกครั้งที่กลับมา LINE จะช่วยให้ประสบการณ์นั้นดีขึ้นหรือไม่?
หากการใช้ LINE ช่วยให้ลูกค้าเข้าสู่บริการได้ง่ายขึ้น เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้สะดวก หรือรับข้อมูลยืนยันที่เกี่ยวข้องกับบริการได้เหมาะสม ก็มีเหตุผลให้ประเมินการใช้ MINI App
แต่หากประสบการณ์ไม่ได้ดีขึ้น หรือไม่มี Feature เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ การเปลี่ยน Platform ก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาหลักของธุรกิจ
เมื่อได้คำตอบทั้งสามข้อแล้ว จึงค่อยตรวจสอบความพร้อมด้านเทคนิคและสถานะ Verified ที่จำเป็น
Framework นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบังคับให้ทุกธุรกิจเลือก MINI App แต่มีไว้เพื่อทำให้การตัดสินใจมีเหตุผลและตรวจสอบได้
เพราะหากเริ่มจาก Technology เราอาจใช้เวลาถกเถียงกันว่า Feature ไหนดีกว่า แต่หากเริ่มจาก Customer Journey เราจะรู้ก่อนว่าระบบต้องช่วยให้ลูกค้าทำอะไร และ Feature ใดจำเป็นต่อเป้าหมายนั้นจริง ๆ
9. สรุป: ไม่ใช่ทุก LIFF ต้องย้ายทันที แต่ทุกโปรเจกต์ควรมีเหตุผลในการเลือก
ผมมองว่าการตัดสินใจระหว่าง LIFF กับ LINE MINI App ไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครใหม่กว่า หรือใครมี Feature มากกว่า
หากระบบปัจจุบันตอบโจทย์แคมเปญและทำให้ลูกค้าทำ Action สำเร็จได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพียงเพื่อให้ได้ชื่อ Platform ใหม่
แต่หากธุรกิจต้องการสร้างบริการที่ลูกค้ากลับมาใช้งานซ้ำ และมีความสามารถของ MINI App ที่ช่วยให้ประสบการณ์นั้นดีขึ้น การประเมินเพื่อเปลี่ยนแนวทางก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
สิ่งสำคัญคืออย่าสับสนระหว่างการนำ Web App เดิมมาพัฒนาเป็น MINI App กับการย้าย Channel โดยตรง เพราะมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ต้องตรวจสอบก่อนลงมือจริง
ก่อนอนุมัติโครงการ ผมอยากให้ทีมตอบให้ได้ว่า ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการเพราะอะไร เราต้องการ Feature ใด และการเปลี่ยน Platform จะช่วยแก้ปัญหาอะไรที่ระบบเดิมยังทำไม่ได้
หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ การเลือก Technology จะชัดเจนขึ้น และการลงทุนจะเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจมากกว่าการไล่ตาม Feature ใหม่
เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่ได้พัฒนา MINI App เพื่อให้มีแอปเพิ่มอีกหนึ่งตัว แต่พัฒนาเพื่อทำให้บริการที่ลูกค้าต้องการใช้งานนั้นเข้าถึงได้ดีขึ้นจริง ๆ
ถ้าองค์กรของคุณมี LIFF อยู่แล้วและกำลังประเมินว่าจะพัฒนาต่อเป็น LINE MINI App ทีม Spark Factor ดูแลงาน LINE API Solution ตั้งแต่ LIFF / Mini App ไปจนถึงระบบสมาชิกและการเชื่อม CRM ทักมาคุยโจทย์ของทีมคุณได้
References
- LINE Developers — Introducing LINE MINI App
- LINE Developers — Implementing web apps in operation as LINE MINI Apps
- LINE Developers — Custom features
- LINE Developers — Sending service messages
- LINE Developers — Get started with LINE MINI App
- LINE Developers — LINE MINI App API reference
- LINE Developers — FAQ: Can I migrate a web app or LIFF app to a LINE MINI App?
- LINE Developers — Adding a LIFF app to your channel
- LINE Developers — News (2025/02/12): When you create a new LIFF app, we recommend that you create it as a LINE MINI App


