ปกบทความ E-Voucher ถอดเคส myBurgerLab

E-Voucher ที่ยิ่งเก็บยิ่งมีค่า: ถอดเคส myBurgerLab หาเงินสด RM50,000 จากแฟนร้านภายในวันเดียว

E-Voucher คืออะไร ถ้าไม่ได้มีไว้ลดราคา แต่มีไว้ซื้อเวลา?

E-Voucher คือ บัตรกำนัลแบบดิจิทัลที่ลูกค้าจ่ายเงินไว้ก่อน แล้วค่อยนำไปใช้แลกสินค้าหรือบริการภายหลัง

ส่วนใหญ่เราคิดถึงมันในฐานะเครื่องมือลดราคา

จ่าย 800 ใช้ได้ 1,000 ซื้อวันนี้คุ้มกว่า

แต่ถ้ามองจากฝั่งเจ้าของร้าน มันคือเรื่องอื่นครับ

E-Voucher คือการรับเงินวันนี้ แลกกับคำสัญญาว่าจะส่งมอบของในวันหน้า

ในวันที่ธุรกิจดี นี่คือโปรโมชัน

แต่ในวันที่เงินสดกำลังจะหมด นี่คือเส้นเลือดใหญ่

ผมเจอเคสหนึ่งจากมาเลเซียที่คิดเรื่องนี้ได้คมมาก

เป็นร้านเบอร์เกอร์ชื่อ myBurgerLab

ช่วงล็อกดาวน์ปี 2020 ร้านอาหารจำนวนมากขาย Voucher เพื่อเอาตัวรอด

แต่ร้านนี้ออกแบบ Voucher ที่กลับด้านจากคนอื่นทั้งหมด

ไม่ได้ลดราคาตอนซื้อ แต่ยิ่งเก็บไว้นาน ยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

เปรียบเทียบ E-Voucher ในมุมลูกค้าที่เป็นส่วนลด กับมุมเจ้าของร้านที่เป็นเงินสดวันนี้และคำสัญญาวันหน้า

ร้านเบอร์เกอร์ที่ขาดทุนวันละ RM1,000–2,000 ในวันที่ประตูร้านปิด

myBurgerLab เปิดร้านในปี 2012 และเติบโตจนมี 6 สาขาในย่าน Klang Valley ของมาเลเซีย

ก่อนโควิด ธุรกิจไปได้ดี

ผู้ก่อตั้งเล่าใน Set The Tables ว่าปี 2019 เป็นปีที่ดี และมีแผนขยายในปี 2020

แล้ว MCO หรือมาตรการล็อกดาวน์ของมาเลเซียก็มาถึง

วันที่ 29 เมษายน 2020 Renyi หนึ่งในผู้ก่อตั้ง โพสต์บอกตรง ๆ ว่าร้านกำลังขาดทุนราววันละ RM1,000–2,000 (ประมาณ 7,400–14,900 บาท)

เหตุผลมีทั้งสภาพอากาศ ไรเดอร์ไม่พอ และต้องปิดรับออเดอร์เร็วตามข้อจำกัดของ MCO

เขาบอกในบทสัมภาษณ์ว่า:

“We are a little bit low on cash reserves now.”
(ตอนนี้เงินสดสำรองของเราเหลือน้อยแล้ว)

ร้านต้องการเงินราว RM50,000 (ประมาณ 372,000 บาท) เพื่อผ่านเดือนพฤษภาคมไปให้ได้

ภาพรวมวิกฤตของ myBurgerLab เมื่อเมษายน 2020 ขาดทุนวันละ RM1,000–2,000 และต้องการเงินสด RM50,000

ตัวเลขนี้อาจดูไม่ใหญ่สำหรับแบรนด์ระดับชาติ

แต่สำหรับเจ้าของร้านอาหารทุกคน ผมเชื่อว่าความรู้สึกนี้คุ้นมาก

ยอดขายไม่ได้หายทั้งหมด แต่ต้นทุนคงที่ไม่เคยหยุด

คำถามคือ จะหาเงินก้อนนี้จากไหน โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ให้ตัวเอง?

Voucher ลดราคาแก้ปัญหาวันนี้ แต่สร้างปัญหาวันหน้า

ตอนนั้นร้านอาหารหลายแห่งก็ขาย Voucher อยู่แล้ว

Vulcan Post ยกตัวอย่างร้านที่ขาย Voucher ลด 50% และร้านที่ขาย Voucher RM100 ในราคา RM80

ซึ่งก็ฟังดูสมเหตุสมผลครับ

แต่ Renyi มองเห็นปัญหาที่หลายคนยังไม่ทันคิด

เขาบอกว่า Voucher แบบเดิมแก้ปัญหา Cash Flow ในวันนี้ก็จริง แต่:

“they created another one in the future.”
(พวกเขาสร้างปัญหาอีกอันไว้ในอนาคต)

ปัญหาอะไร?

ลองนึกภาพวันที่ล็อกดาวน์จบ

ลูกค้าทุกคนที่ถือ Voucher ก็จะมาใช้พร้อมกัน

ร้านเต็ม ครัวตึง แต่ไม่มีเงินสดเข้าเลย เพราะเงินก้อนนั้นถูกใช้ไปแล้วตั้งแต่ตอนขาย

ในวันที่ร้านควรได้กลับมาหายใจ มันกลับกลายเป็นวันที่ต้องทำงานเต็มที่แลกกับรายได้เป็นศูนย์

ปัญหาของ Voucher ลดราคา หลังล็อกดาวน์จบ ลูกค้าแห่มาใช้พร้อมกัน ร้านเต็มแต่ไม่มีเงินสดเข้า

นี่คือ Insight ของเคสครับ

ปัญหาของ E-Voucher ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่จังหวะการใช้

ถ้าคุมจังหวะได้ ก็จะคุมภาระในอนาคตได้

ยิ่งเก็บนาน ยิ่งมีค่า: กลไกที่กลับด้านจาก Voucher ทั่วไป

myBurgerLab จึงออกแบบ E-Voucher แบบนี้

  • จำนวนจำกัด 1,000 ใบ
  • ซื้อใบละ RM50 (ประมาณ 372 บาท)
  • อยู่ในบัญชีแอป myBurgerLab+
  • มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุด RM70 (ประมาณ 521 บาท) ภายในกุมภาพันธ์ 2021

Vulcan Post คำนวณให้ว่ามูลค่าเพิ่มราว RM2.22 ต่อเดือน หรือประมาณ 4.4% ต่อเดือน

เทียบกับเงินฝากประจำที่บทความระบุว่าราว 3–4% ต่อปีหรือต่ำกว่า

ซื้อ E-Voucher RM50 → มูลค่าเพิ่มทุกช่วง → ลูกค้าเลือกว่าจะใช้เมื่อไหร่ → ร้านแจ้งเตือนเมื่อมูลค่าเพิ่ม → การใช้กระจายตลอด 9 เดือน
กลไก E-Voucher ของ myBurgerLab ซื้อ RM50 มูลค่าเพิ่มตามเวลาจนถึง RM70 ในกุมภาพันธ์ 2021

เป้าหมายของกลไกนี้ไม่ได้อยู่ที่ความคุ้มอย่างเดียวครับ

Renyi บอกว่าอยาก:

“encourage people to use our e-vouchers over a controlled time period.”
(ชวนให้คนใช้ E-Voucher กระจายในช่วงเวลาที่ควบคุมได้)

นี่คือการเอาพฤติกรรมของคนมาทำงานให้ธุรกิจ

ลูกค้าบางคนอยากกินเร็ว ก็ได้ใช้เร็ว

บางคนอดใจได้ ก็ได้มูลค่ามากขึ้น

ทั้งสองแบบ ร้านได้กระจายภาระออกไปโดยไม่ต้องบังคับใคร

เขายังประเมินไว้ล่วงหน้าด้วยว่าคนจะใช้อย่างไร

  • 40% จะใช้ช่วงกลาง ที่มูลค่า RM60–65
  • 10% จะใช้ทันทีหลัง MCO จบ
  • 35% จะรอถึงมูลค่าสูงสุด RM70
  • 15% จะลืมใช้

ย้ำว่านี่เป็นการคาดการณ์ของเขาตอนเปิดขาย ไม่ใช่ผลจริงนะครับ

การคาดการณ์ของ Renyi ว่าลูกค้า 40% ใช้ช่วงกลาง 10% ใช้ทันที 35% รอถึงมูลค่าสูงสุด และ 15% ลืมใช้

ที่น่าสนใจคือ Renyi บอกว่าจะเตือนลูกค้าทุกครั้งที่มูลค่าเพิ่มด้วย:

“we will do the right thing and remind them”
(เราจะทำสิ่งที่ถูกต้อง และเตือนพวกเขา)

หลายร้านอาจแอบหวังให้ลูกค้าลืมใช้ เพราะนั่นคือกำไรทันที

แต่การเลือกเตือนแบบนี้ ในมุมผมคือการสร้าง Trust ที่ราคาถูกที่สุด

ไม่ได้ขายของ แต่ขอให้ช่วย: ทำไมโพสต์จากบัญชีส่วนตัวถึงทำงาน

อีกจุดที่ผมอยากให้สังเกตคือช่องทางครับ

Vulcan Post ระบุว่าการประกาศนี้ไม่ได้ทำผ่านบัญชีของ myBurgerLab

แต่เป็นโพสต์จากบัญชีส่วนตัวของ Renyi

เขาเล่าตัวเลขขาดทุนตรง ๆ แล้วขอความช่วยเหลือจากคนรู้จัก

จากนั้นเพื่อนและกลุ่มแฟนของร้านก็ส่งต่อใน Facebook และ WhatsApp

นี่เป็นเหตุผลที่ผมมองว่าเคสนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกลไก Voucher

มันคือการถอนเงินจากบัญชีความสัมพันธ์ที่สะสมมา 8 ปี

โพสต์จากบัญชีส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง เล่าตัวเลขจริง ถูกส่งต่อโดยแฟนร้านผ่าน Facebook และ WhatsApp

Set The Tables ระบุว่า myBurgerLab มีชุมชนบนโซเชียลที่แข็งแรงมาก่อนจากแคมเปญสร้างสรรค์หลายครั้ง

ความสัมพันธ์แบบนี้ซื้อเฉพาะหน้าไม่ได้ครับ

ถ้าวันนี้ร้านคุณไม่เคยคุยกับลูกค้าเลย วันที่ต้องขอความช่วยเหลือก็จะไม่มีใครได้ยิน

นี่คือเหตุผลเดียวกับที่ผมมักย้ำเรื่อง Loyalty Program ว่าไม่ใช่แค่เรื่องแต้ม

แต่มันคือการสะสมช่องทางและความสัมพันธ์ไว้ใช้ในวันที่จำเป็น

ผลลัพธ์: 1,000 ใบหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว

มาถึงตัวเลขที่ทำให้เคสนี้ถูกพูดถึงครับ

Vulcan Post รายงานเมื่อ 30 เมษายน 2020 ว่า Voucher ทั้ง 1,000 ใบขายหมด และบรรลุเป้า RM50,000 ภายใน 12 ชั่วโมง

บทความของ Set The Tables ที่ Free Malaysia Today นำไปตีพิมพ์ ใช้คำว่าภายใน 24 ชั่วโมง

สองแหล่งนี้ไม่ตรงกันเล็กน้อยครับ แต่สรุปตรงกันว่าเร็วมากและจบภายในวันเดียว

หลังถึงเป้า Renyi ยังกลับไปแก้โพสต์เดิมว่าไม่ต้องการเงินเพิ่มแล้ว

พอถึงเป้าก็หยุด ไม่เก็บเงินเพิ่มจากกระแส

ผลลัพธ์ที่สื่อรายงาน E-Voucher 1,000 ใบขายหมด ได้เงินสด RM50,000 ภายในวันเดียว

แต่ผมต้องบอกตรง ๆ ว่ามีข้อมูลที่ผมหาไม่เจอครับ

ไม่มีแหล่งไหนรายงานว่าสุดท้ายลูกค้าใช้จริงกี่เปอร์เซ็นต์

ไม่รู้ว่ามีคนลืมเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าการคาดการณ์ของ Renyi แม่นแค่ไหน

เคสนี้จึงพิสูจน์ได้แค่ฝั่งการขาย ยังไม่ได้พิสูจน์ผลระยะยาวทั้งหมด

และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากฝั่งร้านและบทสัมภาษณ์ ไม่ใช่รายงานที่ตรวจสอบจากภายนอก

ที่พอเห็นคือ Vulcan Post ปี 2024 ยังเขียนถึง myBurgerLab ในฐานะธุรกิจที่ Renyi ดูแลอยู่

ซึ่งบอกได้ว่าธุรกิจผ่านช่วงนั้นมาได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเพราะ Voucher อย่างเดียว

ผมลองคิดต้นทุนจริง: Voucher แบบนี้แพงกว่าส่วนลดหรือเปล่า?

เห็นตัวเลข RM70 แล้วหลายคนอาจคิดว่าร้านแจกกำไร 40%

แต่ลองคิดจากการคาดการณ์ของ Renyi ดูครับ

ส่วนนี้เป็นการคำนวณของผมเอง ไม่ใช่ตัวเลขจากร้าน

สมมติว่า 400 ใบใช้ที่ RM62.5 (กึ่งกลางช่วงที่คาด)

100 ใบใช้เร็วที่ RM55 (ตัวเลขนี้ผมสมมติเอง เพราะแหล่งไม่ได้ระบุ)

350 ใบใช้ที่ RM70

150 ใบไม่ถูกใช้

กลุ่มจำนวนมูลค่าต่อใบมูลค่าที่ร้านต้องส่งมอบ
ใช้ช่วงกลาง400RM62.5RM25,000
ใช้เร็ว100RM55RM5,500
รอถึงสูงสุด350RM70RM24,500
ไม่ได้ใช้150–RM0
รวม1,000RM55,000

นั่นหมายความว่าร้านรับเงินสด RM50,000 แล้วส่งมอบอาหารมูลค่าราคาเมนู RM55,000

เท่ากับให้มูลค่าเพิ่มเฉลี่ยราว 10% เท่านั้น

และยังเป็นราคาเมนู ไม่ใช่ต้นทุนอาหารจริง

เทียบคร่าว ๆ กับ Voucher ที่ขาย RM100 ในราคา RM80 ซึ่งลูกค้าได้มูลค่าเพิ่ม 25% ทันที ก็ถือว่าถูกกว่ามาก

แถมยังได้การกระจายการใช้ตลอด 9 เดือนอีกด้วย

การคำนวณตัวอย่าง ร้านรับเงินสด RM50,000 และส่งมอบมูลค่าอาหาร RM55,000 คิดเป็นมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยราว 10%

แน่นอนว่าตัวเลขนี้เปลี่ยนได้ทันที ถ้าทุกคนรอจนถึง RM70

ถ้าเป็นแบบนั้น ร้านจะต้องส่งมอบมูลค่า RM70,000 จากเงินสด RM50,000

ดังนั้นก่อนทำจริง ต้องคิดกรณีเลวร้ายที่สุดไว้เสมอครับ

ถ้าคุณกำลังออกแบบมูลค่าแบบนี้ บทความเรื่องวิธีคำนวณมูลค่าแต้มสะสม ใช้หลักคิดใกล้เคียงกันเลย

4 เรื่องที่ต้องคิดก่อนขาย E-Voucher แบบนี้

ไอเดียนี้น่าลอกครับ แต่ไม่ใช่ว่าทุกธุรกิจควรทำ

เรื่องแรก มันคือหนี้ ไม่ใช่รายได้

เงินที่รับมาคือสิ่งที่ต้องส่งมอบในอนาคต ถ้าเอาไปใช้หมดโดยไม่คิดเผื่อ วันที่ลูกค้ามาแลกจะหนัก

เรื่องการลงบัญชีและภาษี ควรคุยกับนักบัญชีก่อนเปิดขายครับ

เรื่องที่สอง ธุรกิจต้องอยู่รอดถึงวันครบกำหนด

Vulcan Post เองก็ตั้งข้อสังเกตว่าร้านต้องอยู่ให้ถึงเมษายน 2021 เพื่อทำตามสัญญากับคนซื้อ

ถ้ารู้ว่าธุรกิจอาจไปไม่รอด การขาย Voucher ระยะยาวคือการผลักความเสี่ยงให้ลูกค้า

เรื่องที่สาม ต้องจำกัดจำนวนและมีเหตุผลชัด

myBurgerLab บอกเป้าชัดเจนว่าต้องการเงินเท่าไหร่ เพื่อทำอะไร และหยุดเมื่อครบ

เรื่องที่สี่ ต้องมีระบบแจ้งเตือน

ถ้ามูลค่าเปลี่ยนตามเวลา ลูกค้าต้องรู้ว่าวันนี้ใบของเขามีค่าเท่าไหร่

ถ้าร้านไม่มีช่องทางคุยกับลูกค้าเลย กลไกนี้จะเดินไม่ได้

4 เรื่องที่ต้องคิดก่อนขาย E-Voucher มันคือหนี้ ธุรกิจต้องอยู่รอดถึงวันครบกำหนด ต้องจำกัดจำนวน และต้องมีระบบแจ้งเตือน

สูตร E-Voucher ที่ไม่สร้างปัญหาใหม่: Cap + Curve + Reminder + Relationship

ถอดเคสนี้ออกมาเป็นกรอบคิดได้แบบนี้ครับ

Cap + Curve + Reminder + Relationship = E-Voucher ที่คุมจังหวะได้

Cap คือจำกัดจำนวนและเป้าเงินให้ชัด

Curve คือออกแบบมูลค่าตามเวลา เพื่อให้คนกระจายการใช้เอง

Reminder คือช่องทางแจ้งเตือนลูกค้าทุกครั้งที่มูลค่าเปลี่ยน

Relationship คือความสัมพันธ์ที่สร้างไว้ก่อนวันที่ต้องขอ

สูตร E-Voucher 4 ขั้น Cap, Curve, Reminder และ Relationship

ก่อนจะเปิดขาย ลองตอบคำถามเหล่านี้ก่อนครับ

01 — เราต้องการเงินเท่าไหร่ เพื่อทำอะไร ภายในเมื่อไหร่?

ถ้าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งขาย

02 — ถ้าทุกคนมาใช้ในมูลค่าสูงสุดพร้อมกัน เรารับไหวไหม?

คิดทั้งเรื่องต้นทุนและกำลังการผลิต

03 — ตอนนี้เรามีช่องทางคุยกับลูกค้าโดยตรงหรือยัง?

ไม่ว่าจะเป็นแอป LINE OA หรือฐานข้อมูลสมาชิก

04 — ลูกค้าจะรู้สึกว่าเราขอความช่วยเหลือ หรือกำลังเอาเปรียบ?

ความตรงไปตรงมาเรื่องตัวเลขช่วยได้มากครับ

ตัวอย่างในตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติที่ผมคิดขึ้นเพื่อให้เห็นการปรับใช้กับธุรกิจไทย

ธุรกิจซื้อวันนี้มูลค่าเมื่อเก็บไว้สิ่งที่ได้
ร้านอาหาร500 บาทใช้ได้สูงสุด 650 บาทใน 6 เดือนเงินสดและกระจายลูกค้าไปวันธรรมดา
คลินิกความงาม3,000 บาทเพิ่มคอร์สหรือบริการเมื่อรอถึงช่วงคนน้อยลดความแออัดช่วงเทศกาล
โรงเรียนกวดวิชา2,000 บาทเพิ่มชั่วโมงเรียนเมื่อจองก่อนเทอมรู้จำนวนนักเรียนล่วงหน้า
ตัวอย่างสมมติของการปรับ E-Voucher มูลค่าเพิ่มตามเวลาสำหรับร้านอาหาร คลินิกความงาม และโรงเรียนกวดวิชา

ถ้าสนใจการตลาดร้านอาหารแบบงบน้อยอีกแนว ลองอ่านเคสราเมนเส้นเดียวของ Haraku ครับ

Voucher ที่ดีไม่ได้ขายส่วนลด แต่ขายอนาคตร่วมกัน

myBurgerLab ไม่ได้รอดเพราะคิดส่วนลดเก่งกว่าใคร

แต่เขามองเห็นปัญหาของวันหน้า ตั้งแต่วันที่คนอื่นกำลังแก้ปัญหาของวันนี้

E-Voucher ในเคสนี้จึงไม่ใช่โปรโมชัน

มันคือการที่ร้านบอกลูกค้าว่า “ช่วยเราวันนี้ แล้วเราจะดูแลคุณคืนมากขึ้นในวันหน้า”

และลูกค้าก็ตอบรับ เพราะเขารู้จักร้านนี้มาหลายปีแล้ว

ถ้าวันพรุ่งนี้ธุรกิจคุณต้องขอความช่วยเหลือจากลูกค้า

ลองถามตัวเองดูครับ

“เรามีช่องทางที่ส่งข้อความถึงลูกค้าได้โดยตรงไหม และเขาจะอ่านหรือเปล่า?”

ถ้าคำตอบคือยังไม่มี นั่นคือเรื่องที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่วันที่เงินกำลังจะหมด

ถ้าอยากวางระบบนี้บน LINE ตั้งแต่สมาชิก แต้ม ไปจนถึงการแจ้งเตือน ดูบริการ LINE OA ของ Spark Factor ได้ครับ

เปลี่ยนมุมมอง Voucher จากการขายส่วนลด เป็นการบอกลูกค้าว่าช่วยเราวันนี้ แล้วเราจะดูแลคุณคืนมากขึ้น

References

Primary Sources

  1. Vulcan Post — myBurgerLab Launched Vouchers That Double As An Investment — รายละเอียดกลไก เป้าเงิน ผลการขาย และคำพูดของ Renyi (30 เม.ย. 2020 · ตรวจ 2026-11-04)
  2. Set The Tables — Interview with Renyi of myBurgerLab — บทสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้ง สถานการณ์เงินสด และข้อมูลธุรกิจ

Supporting Sources

  1. Free Malaysia Today — myBurgerLab: still cooking up success despite Covid-19 — ฉบับตีพิมพ์ซ้ำ จำนวนสาขา และเรื่องภายใน 24 ชั่วโมง (2 ก.พ. 2021)
  2. KL Foodie — myBurgerLab came up with creative ways to stay afloat — เหตุผลเรื่องการกระจายการใช้ (24 พ.ค. 2020)
  3. Vulcan Post — myBurgerLab’s RenYi on how the brand does content marketing — สถานะธุรกิจปี 2024
  4. X-Rates — MYR to THB — อัตรา 7.44 บาทต่อ 1 ริงกิต (29 เม.ย. 2020) ใช้แปลงเป็นค่าประมาณ