การคำนวณแต้มสะสมเพื่อผลกำไรที่ยั่งยืน

คู่มือธุรกิจ: คำนวณแต้มสะสม เพื่อผลกำไรที่ยั่งยืน

คำนวณแต้มสะสม เป็นส่วนหนึ่งจากของการทำ Loyalty Program ที่สำคัญเพราะเป็นตัวชี้วัดและขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจ โดยสิ่งนี้เรียกว่าระบบสะสมแต้มซึ่งเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง ช่วยกระตุ้นยอดขาย เพิ่มความถี่ในการซื้อซ้ำ และสร้างความภักดีในลูกค้า แต่การออกแบบระบบสะสมแต้มที่ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนและคำนวณอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่กระทบต่อผลกำไร

ในบทความนี้ SPARK Factor เราจะมาเจาะลึกวิธีการ คำนวณแต้มสะสม ที่ชาญฉลาด เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถสร้างระบบสะสมแต้มที่ดึงดูดใจลูกค้า และเติบโตอย่างยั่งยืน ท้ายบทความมีเครื่องคำนวณแต้มสะสมให้ลองใส่ตัวเลขของร้านตัวเองได้ทันที

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดงบประมาณการตลาด

การตั้งงบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้ม (Rewards System) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าต้นทุนในการมอบรางวัลและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของธุรกิจ

เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ ยอดขายโดยรวม ของธุรกิจ จากนั้นพิจารณา ต้นทุน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ต้นทุนสินค้า ต้นทุนการขาย (ค่าพนักงาน ค่าเช่า ค่าคอมมิชชั่น) งบประมาณการตลาดทั่วไป และงบประมาณสำหรับดูแลลูกค้าปัจจุบัน

จากนั้น จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งสำหรับระบบสะสมแต้ม โดยคำนึงถึง สัดส่วน ที่เหมาะสมกับขนาดและเป้าหมายของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจของคุณมีงบประมาณการตลาด 10% ของยอดขาย คุณอาจจัดสรร 2-5% สำหรับระบบสะสมแต้ม

ตัวอย่างงบประมาณการตลาด 10% ของยอดขาย และจัดสรร 2-5% ของยอดขายสำหรับระบบสะสมแต้ม

ขั้นตอนที่ 2: กำหนดราคาต่อแต้ม

ราคาต่อแต้ม คือ มูลค่าเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายเพื่อได้รับ 1 แต้มสะสม การกำหนดราคาต่อแต้มที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณควบคุมต้นทุน และมั่นใจว่าระบบสะสมแต้มจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลกำไร

เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ยการซื้อสินค้าต่อหัว ของลูกค้าปัจจุบัน จากนั้น กำหนด เป้าหมาย ว่าคุณต้องการเพิ่มยอดขายต่อครั้งขึ้นเท่าไร เช่น 10%

จากนั้น นำ ค่าเฉลี่ยการซื้อสินค้าต่อหัว มาคูณด้วย % ที่ต้องการให้ซื้อเพิ่ม เพื่อคำนวณ ราคาต่อแต้ม ตัวอย่างเช่น หากค่าเฉลี่ยการซื้อสินค้าต่อหัวคือ 2,500 บาท และคุณต้องการเพิ่มยอดขายต่อครั้งขึ้น 10% จะได้ 2,500 × 10% = 250 บาท คุณควรให้ 1 แต้มทุก ๆ 250 บาทที่ลูกค้าใช้จ่าย ซึ่งตรงกับปุ่ม “ใช้ค่าแนะนำ” ในเครื่องคำนวณ

คำนวณราคาต่อแต้มจาก 2,500 × 10% = 250 บาท ให้ 1 แต้มทุก ๆ 250 บาท

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดมูลค่าของรางวัล

มูลค่าของรางวัล คือ สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อสะสมแต้มครบตามจำนวนที่กำหนด การกำหนดมูลค่าของรางวัลที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณดึงดูดและรักษาลูกค้า อีกทั้งยังช่วยในการควบคุมเรื่องของต้นทุนได้อย่างดีเช่นกัน

การคำนวณแต้มสะสมเริ่มต้นด้วยการกำหนด มูลค่า ของรางวัลแต่ละชนิด จากนั้น คำนวณ ยอดขายที่ควรได้ เพื่อให้ลูกค้ามีสิทธิ์แลกรางวัลนั้น ๆ โดยนำ มูลค่าของรางวัล มาหารด้วย สัดส่วนงบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้ม (% ของยอดขาย จากขั้นตอนที่ 1)

สุดท้าย นำ ยอดขายที่ควรได้ มาหารด้วย ราคาต่อแต้ม แล้วปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็ม เพื่อคำนวณ แต้มที่ใช้ ในการแลกรางวัล ตัวอย่างเช่น หากรางวัลมีมูลค่า 180 บาท งบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้มคือ 5% ของยอดขาย และราคาต่อแต้มคือ 250 บาท ลูกค้าจะต้องใช้ 15 แต้มในการแลกรางวัลนั้น (180 ÷ 5% = 3,600 บาท → 3,600 ÷ 250 บาท/แต้ม = 14.4 → ปัดขึ้นเป็น 15 แต้ม)

หากต้นทุนจริงของรางวัลต่ำกว่ามูลค่าที่ลูกค้ารับรู้ ให้ใช้ต้นทุนจริงในการคำนวณยอดขายที่ควรได้ เพื่อให้งบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้มสอดคล้องกับต้นทุนที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่หากไม่รู้ต้นทุน ให้ใช้มูลค่าของรางวัลแทนเพื่อเผื่องบ ตัวอย่างเช่น รางวัลมูลค่า 180 บาท มีต้นทุนจริง 90 บาท และงบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้มคือ 5% จะได้ 90 ÷ 5% = 1,800 บาท จากนั้น 1,800 ÷ 250 = 7.2 จึงปัดขึ้นเป็น 8 แต้ม ยอดสะสมจริงเท่ากับ 8 × 250 = 2,000 บาท ต้นทุนจริงเท่ากับ 90 ÷ 2,000 × 100 = 4.50% ของยอดซื้อ ซึ่งไม่เกินงบ 5% และความคุ้มในสายตาลูกค้าเท่ากับ 180 ÷ 2,000 × 100 = 9.00%

สำหรับระยะเวลาสะสม ให้นำยอดสะสมจริงมาหารด้วยยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิล จะรู้ว่าลูกค้าต้องซื้อกี่ครั้ง แล้วหารด้วยความถี่การซื้อเป็นครั้งต่อเดือน เพื่อดูว่าต้องสะสมกี่เดือน ตัวอย่างเช่น เมื่อใช้มูลค่าของรางวัล 180 บาทแทนต้นทุน งบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้ม 5% และราคาต่อแต้ม 250 บาท ลูกค้าใช้ 15 แต้มและมียอดสะสมจริง 3,750 บาท หากยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิลคือ 2,500 บาท จะได้ 3,750 ÷ 2,500 = ซื้อ 1.5 ครั้ง ถ้าซื้อเดือนละครั้ง จะใช้เวลา 1.5 เดือน แต่หากเกิน 12 เดือน รางวัลไกลเกินไป ลูกค้าอาจเลิกสะสม ซึ่งเครื่องคำนวณจะแสดงคำเตือนให้พิจารณาปรับรางวัล

รางวัลมูลค่า 180 บาท หารงบ 5% ได้ 3,600 บาท แล้วหาร 250 บาทต่อแต้ม ได้ 14.4 และปัดขึ้นเป็น 15 แต้ม

สรุปการ คำนวณแต้มสะสม

การคำนวณแต้มสะสมที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบสะสมแต้มที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน โดยการกำหนดงบประมาณ ราคาต่อแต้ม และมูลค่าของรางวัลอย่างรอบคอบ ธุรกิจของคุณจะสามารถเพิ่มยอดขาย สร้างความภักดีในลูกค้า และเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

ในส่วนต่อไป เราจะมาเจาะลึกวิธีการ กำหนดแต้มและระดับลูกค้า เพื่อสร้างระบบสะสมแต้มที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาด

ถ้าอยากนำระบบนี้ไปใช้จริงกับลูกค้าบน LINE ดูตัวอย่างใน ระบบสะสมแต้มบน LINE OA สำหรับธุรกิจ SME

เครื่องคำนวณแต้มสะสม เพื่อผลกำไร

ลองกรอกยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิล ความถี่การซื้อเป็นครั้งต่อเดือน และงบประมาณสำหรับระบบสะสมแต้ม/ดูแลลูกค้าเก่าเป็น % ของยอดขาย จากนั้น กำหนดว่าได้ 1 แต้มทุกกี่บาท หรือกด “ใช้ค่าแนะนำ” เพื่อคำนวณราคาต่อแต้มจาก % ที่ต้องการให้ซื้อเพิ่ม แล้วกรอกมูลค่าของรางวัลและต้นทุนรางวัลซึ่งไม่บังคับ หากเว้นว่างจะใช้มูลค่าของรางวัลแทน ผลลัพธ์จะแสดงแต้มที่ใช้แลก ต้นทุนจริงเทียบงบ และระยะเวลาสะสม เพื่อให้คุณพิจารณาความเหมาะสมของระบบสะสมแต้มกับร้านตัวเอง

เครื่องคำนวณแต้มสะสมและรางวัล

ลองวางแผนแต้มและรางวัลให้เหมาะกับงบของร้าน ผลลัพธ์จะเปลี่ยนตามค่าที่กรอกทันที

ถ้าไม่กรอก จะใช้ต้นทุนเท่ามูลค่ารางวัลเพื่อเผื่องบไว้ก่อน
ค่าแนะนำของบาทต่อแต้ม = ยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิล × % ที่อยากให้ซื้อเพิ่ม

แผนแต้มและรางวัลของร้าน

กรอกค่าที่มากกว่า 0 เพื่อดูผลคำนวณ

ยอดสะสมขั้นต่ำ
แต้มที่ใช้แลก
ยอดสะสมจริงหลังปัดขึ้น
ต้นทุนจริงของยอดซื้อ
ความคุ้มในสายตาลูกค้า
1 แต้มมีค่าเท่ากับ
ต้องซื้อประมาณ
ใช้เวลาประมาณ

รางวัลไกลเกินไป ลูกค้าอาจเลิกสะสม

จำนวนครั้งและเดือนเป็นค่าเฉลี่ยจากยอดซื้อและความถี่ที่กรอก

อยากทำระบบสะสมแต้มบน LINE OA?

หากคุณชอบคอนเทนต์ดี ๆ เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล 

สามารถอ่านคอนเทนต์อื่น ๆ จากทาง SPARK Factor ได้ที่นี่  

หรือหากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่สามารถช่วยให้ของแบรนด์ของคุณ   

ถูกสื่อสารไปหาลูกค้าและเพื่อนำไปสู่การสร้างยอดขายได้ คุณสามารถติดต่อมาหาเราได้ที่ SPARK Factor