Awareness คืออะไร เจาะลึกความสำคัญ 5 ระดับการรับรู้ที่นักการตลาดต้องรู้

Awareness คืออะไร เจาะลึกความสำคัญ 5 ระดับการรับรู้ที่นักการตลาดต้องรู้ 

เคยไหม ? ยิงแอดเท่าไรก็ไม่ปัง คอนเทนต์ดูดีแต่กลับไม่มีคนคลิก หรือแม้แต่จัดโปรโมชันสินค้าแรง ๆ ก็ยังไม่สามารถช่วยให้แบรนด์มีลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากงบประมาณยิงแอดไม่เพียงพอ หรือแบรนด์มีเนื้อหาในการนำเสนอที่ไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะแบรนด์ยังไม่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ “ตรงจังหวะ” หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ธุรกิจยังไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกค้าแต่ละคนมี “ระดับการรับรู้” ต่อสินค้าของแบรนด์มากน้อยแค่ไหนนั่นเอง  
 
เพราะลูกค้าแต่ละคนมีระดับการรับรู้ต่อแบรนด์ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น การที่แบรนด์สื่อสารข้อมูลสินค้า และ บริการให้ตรงกับระดับ Awareness จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจ สามารถเข้าถึงใจผู้คนได้มากขึ้น และสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม 

ในบทความนี้  SPARK Factor จึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ Awareness คือ อะไร ? พร้อมเจาะลึกความสำคัญ 5 ระดับที่นักการตลาดต้องรู้ มาฝากกัน  

Awareness คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจยุคนี้

Awareness คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจยุคนี้

Awareness คือ “ระดับความรู้ ความเข้าใจ และความใส่ใจ” ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ ซึ่งสะท้อนถึงว่าสินค้าและบริการของธุรกิจนั้นสามารถตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน โดย Awareness เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจว่า “จะเดินหน้าต่อกับแบรนด์นี้หรือไม่” 

ซึ่งการสร้างแบรนด์ในปัจจุบัน แน่นอนว่าปัญหาที่พบได้บ่อยในหมู่นักการตลาดมือใหม่ส่วนใหญ่ มักจะขาดความเข้าใจในเรื่องของระดับ Awareness ที่ทำให้พลาดเป้าหมายในการขายสินค้า และไม่สามารถประเมินระดับการรับรู้ของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างถูกต้อง  

ตัวอย่างเช่น การทำคอนเทนต์เพื่อขายสินค้าในทันที ทั้งที่ลูกค้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีปัญหาอะไร ส่งผลให้ค่าโฆษณาสูงแต่ยอดขายไม่เกิด ในทางกลับกัน หากแบรนด์เข้าใจระดับ Awareness ของลูกค้า ก็จะสามารถสื่อสารได้อย่าง “ตรงจังหวะ” และ “ตรงใจ” จนนำไปสู่ Conversion ที่สูงขึ้นโดยใช้ต้นทุนที่ต่ำลง 

หากนักการตลาดรู้ว่า Awareness คือ อะไร มีกี่ระดับ จะส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร? 

หากนักการตลาดรู้ว่า Awareness คืออะไร มีกี่ระดับ จะส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร?

การเข้าใจระดับ Awareness ของลูกค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำตลาดยุคใหม่ เพราะลูกค้าแต่ละคนมีความพร้อมในการตัดสินใจที่แตกต่างกัน หากสื่อสารแบบเดียวกันกับทุกคน อาจทำให้เสียโอกาสในการเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้า การรู้จักและเข้าใจระดับ Awareness จะช่วยให้นักการตลาดสามารถวางแผนการสื่อสารได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยข้อดีของการเข้าใจระดับ Awareness มีดังนี้ 

  1. แบรนด์สามารถสื่อสารได้ตรงจุด แทนที่จะรีบขายสินค้าให้กับคนที่ยังไม่พร้อม นักการตลาดสามารถค่อย ๆ สร้างความเข้าใจและความสนใจให้กับลูกค้าในแต่ละระดับการรับรู้ได้อย่างเหมาะสม เช่น คนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา อาจต้องเริ่มจากการให้ข้อมูลหรือสร้างความตระหนักก่อน แล้วจึงค่อยนำเสนอสินค้าในขั้นตอนถัดไป 
  1. ประหยัดงบการตลาด การส่งข้อความหรือโฆษณาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละระดับ จะช่วยลดการยิงแอดซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น ไม่ต้องเสียเงินกับกลุ่มที่ยังไม่พร้อมซื้อ ทำให้ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  1. ช่วยเพิ่ม Conversion ให้แบรนด์ เมื่อเนื้อหาหรือคอนเทนต์ตรงกับความต้องการและความพร้อมของลูกค้าในแต่ละระดับ โอกาสที่ลูกค้าจะตอบสนองหรือเปลี่ยนเป็นยอดขาย (Conversion) ก็จะสูงขึ้น เพราะลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและตอบโจทย์ได้จริง 
  1. สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดยลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจความต้องการและไม่เร่งรัดจนเกินไป ไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดขายของตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดความประทับใจและมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำหรือบอกต่อในอนาคต 

ซึ่งหากนักการตลาดเข้าใจระดับของ Awareness และสามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างคอนเทนต์เพื่อสื่อสารได้อย่างแม่นยำ ตรงใจ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

5 Stage of Awareness แต่ละระดับคืออะไร มีอะไรบ้าง?

5 Stage of Awareness แต่ละระดับคืออะไร มีอะไรบ้าง?

ขอบคุณภาพจาก Electric Copy 

จะดีสักแค่ไหน ถ้าหากธุรกิจสามารถ “อ่านใจ” ลูกค้าได้ว่าตอนนี้กำลังคิดอะไร สงสัยอะไร หรือพร้อมจะซื้อของแบรนด์แล้วหรือยัง? ในโลกการตลาดที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน การสื่อสารแบบหว่านแหอาจไม่เพียงพออีกต่อไป  

ซึ่งนักการตลาดที่เข้าใจเส้นทางความคิด และ ระดับการรับรู้ของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ก็จะสามารถออกแบบข้อความและสร้างกลยุทธ์ที่ “โดนใจ” ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยสำหรับ 5 Stage of Awareness ของลูกค้า มีดังนี้ 

1. Unaware (ไม่รู้ตัว)

Awareness คือ

เป็นระดับการรับรู้ของลูกค้า ที่อาจจะยังไม่รู้ว่าตนเองมีปัญหา หรือยังไม่ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องแก้ไขปัญหานั้นเลย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่แบรนด์อาจจะทำการตลาดด้วยยากที่สุด เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะยังไม่สนใจสินค้าหรือบริการของแบรนด์  

   
สิ่งที่แบรนด์ควรทำ: กระตุ้นให้ลูกค้าเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และ ตระหนักถึงปัญหา ซึ่งอาจจะทำเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่ย่อยง่าย เน้นการสร้างความสนใจและให้ข้อมูลกว้าง ๆ เช่น คอนเทนต์อินโฟกราฟิก, วิดีโอสั้นไวรัล และคอนเทนต์บันเทิง เป็นต้น 

ตัวอย่าง  

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสร้างวิดีโอสั้นเล่าเรื่อง “อาการเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน ที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่าเป็นสัญญาณของสมองอ่อนล้า ที่จะช่วยให้ลูกค้าได้ความรู้ และรับรู้ว่าสุขภาพร่างกายของตนเองกำลังมีปัญหา

2. Problem Aware (รู้ว่ามีปัญหา)

Problem Aware รู้ว่ามีปัญหา

ลูกค้าเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองมีปัญหา แต่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร หรือมีทางเลือกอะไรบ้าง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะลูกค้าเริ่มเปิดใจรับข้อมูลมากขึ้น 

สิ่งที่แบรนด์ควรทำ: ขยายปัญหาให้ชัดเจนขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าไม่ปล่อยผ่าน โดยใช้คอนเทนต์ให้ความรู้ที่เข้าถึงง่าย เช่น บทความให้ข้อมูล, วิดีโออธิบาย, แบบประเมินตนเอง หรือโพสต์ตั้งคำถามปลายเปิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น 

ตัวอย่าง  

แบรนด์สุขภาพ โพสต์บทความ “5 พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ที่ทำให้เสี่ยงโรคอ้วนได้ง่าย” เพื่อให้คนที่มีอาการเริ่มรู้สึกว่าตนเองอาจเข้าข่าย และเริ่มมองหาวิธีดูแลรับมือ 

3. Solution Aware (รู้ว่ามีทางออก) 

Solution Aware รู้ว่ามีทางออก

ลูกค้ารู้แล้วว่าปัญหาที่เจอสามารถแก้ได้ และเริ่มมองหาทางเลือก แต่ยังไม่รู้จักแบรนด์ หรือยังไม่แน่ใจว่าแบรนด์ใดเหมาะกับตน 

สิ่งที่แบรนด์ควรทำ: ให้ข้อมูลที่เปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาหรือสินค้าแต่ละประเภทอย่างเป็นกลาง แนะนำข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ 

ตัวอย่าง 

แบรนด์ฟิตเนสทำบทความเปรียบเทียบ “เทียบชัด! ลดน้ำหนักด้วยฟิตเนส VS ทำเองที่บ้าน แบบไหนเหมาะกับคุณ?” เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และเริ่มเห็นภาพว่าบริการของแบรนด์เป็นคำตอบที่ใช่ 

4. Product Aware (รู้จักสินค้าแล้ว)

Product Aware รู้จักสินค้าแล้ว

ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของคุณแล้ว และเข้าใจว่าสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ยังลังเล เช่น กำลังเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่น หรือยังไม่มั่นใจเรื่องราคา คุณภาพ หรือรีวิว 

สิ่งที่แบรนด์ควรทำ: เสริมความมั่นใจ โดยนำเสนอจุดแข็งของสินค้า รีวิวผู้ใช้จริง เคสตัวอย่าง หรือเบื้องหลังการพัฒนาแบรนด์ เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือและความคุ้มค่าของสินค้า 

ตัวอย่าง 

แบรนด์สกินแคร์โพสต์วิดีโอรีวิวจากผู้ใช้จริง พร้อมแสดงจุดเด่นของสินค้า หรือบริการหลังการขายที่เหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ   

5. Most Aware (พร้อมซื้อ) 

5 Stage of Awareness

ลูกค้ารู้จักแบรนด์และสินค้าเป็นอย่างดี โดยมีแนวโน้มที่จะซื้อ เพียงแค่รอโอกาสหรือข้อเสนอที่ดึงดูดพอในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย 

สิ่งที่แบรนด์ควรทำ: กระตุ้นการตัดสินใจให้เกิดเร็วขึ้น เช่น จัดโปรโมชันเฉพาะช่วงเวลา ให้ของแถมหรือสิทธิพิเศษ ทดลองฟรี หรือแสดงการรับประกันความพึงพอใจ 

ตัวอย่าง 

ร้านค้าออนไลน์ส่งอีเมลแจ้งลูกค้าที่เคยดูสินค้าบ่อยว่า “เหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมง! รับส่วนลด 20% สำหรับสินค้าที่คุณสนใจล่าสุด” พร้อมปุ่มสั่งซื้อทันที  

ตารางจับคู่ระดับ Awareness กับ กลยุทธ์คอนเทนต์  

ระดับ Awareness Insight ลูกค้า กลยุทธ์คอนเทนต์ 
Unaware ยังไม่รู้ว่ามีปัญหา วิดีโอไวรัล, Storytelling 
Problem Aware เริ่มรู้ว่ามี Pain Point บทความเชิงให้ความรู้ 
Solution Aware กำลังมองหาทางออก รีวิว, เปรียบเทียบตัวเลือก 
Product Aware ลังเลเรื่องราคา/ความคุ้ม คำยืนยันจากลูกค้า, จุดขายเด่น 
Most Aware พร้อมจ่าย ถ้ามั่นใจ โปรโมชัน, Call-to-Action 

เมื่อแบรนด์รู้ระดับ Awareness แล้ว ควรทำคอนเทนต์ยังไงให้โดนใจยุคนี้?

หากแบรนด์รู้ระดับ Awareness แล้ว ควรทำคอนเทนต์ยังไงให้โดนใจยุคนี้?

โดยสำหรับแบรนด์ที่รู้แล้วว่า Awareness คืออะไร และต้องการปรับคอนเทนต์ให้ทันกับกระแสปัจจุบันในแต่ละระดับ Awareness สามารถใช้กลยุทธ์ดังนี้ เพื่อให้เนื้อหาทั้งทันสมัย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค และสอดคล้องกับเทรนด์ดิจิทัล เช่น 

1. ระดับ Unaware (ไม่รู้ตัว) 

  • สร้างคอนเทนต์ที่เน้นให้ความรู้หรือความบันเทิง เช่น วิดีโอสั้น (TikTok, Reels), Meme, Infographic ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์หรือเหตุการณ์ปัจจุบัน 
  • ใช้คอนเทนต์ที่ผูกกับกระแสสังคมหรือวัฒนธรรม เช่น เทศกาล กีฬา หรือเหตุการณ์ไวรัล เพื่อดึงดูดความสนใจโดยไม่ขายตรง 
  • ตัวอย่าง: วิดีโอสั้นเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้ชมอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือเทรนด์ล่าสุด 

2. ระดับ Problem Aware (รู้ว่ามีปัญหา) 

  • สร้างคอนเทนต์ที่เจาะลึกปัญหา เช่น Live Q&A, Blog, Podcast ที่พูดถึงปัญหาตามเทรนด์ เช่น สุขภาพจิตในยุคดิจิทัล 
  • ใช้คอนเทนต์โต้ตอบ เช่น Quiz หรือ Poll เพื่อให้ผู้ชมประเมินตัวเองและเห็นความสำคัญของปัญหา 
  • ตัวอย่าง: Quiz “คุณเครียดจากการทำงานหรือไม่?” พร้อมแนะนำแนวทางแก้ไขที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ 

3. ระดับ Solution Aware (รู้ว่ามีทางออก) 

  • ผลิตวิดีโอรีวิว เปรียบเทียบ หรือ How-to ที่อิงกับเทรนด์ เช่น “3 วิธีแก้ปัญหา X ที่กำลังฮิตในปี 2025” 
  • ใช้คอนเทนต์เชิงโต้ตอบ เช่น Interactive Guide หรือ Chatbot ที่ให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล 
  • ตัวอย่าง: อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเป็นกระแส 

4. ระดับ Product Aware (รู้จักสินค้าแล้ว) 

  • สร้างคอนเทนต์รีวิวจากผู้ใช้จริง (User-generated content), วิดีโอสาธิตสินค้า, หรือ Live Demo ที่ตอบโจทย์กระแสความสนใจ เช่น เทรนด์รีวิวบน TikTok 
  • ใช้คอนเทนต์ที่เน้นความแตกต่างและจุดเด่นของแบรนด์เมื่อเทียบกับคู่แข่ง 
  • ตัวอย่าง: วิดีโอ “Unboxing” หรือ “รีวิวเปรียบเทียบ” ที่สอดคล้องกับเทรนด์ปัจจุบัน 

5. ระดับ Most Aware (พร้อมซื้อ) 

  • ส่งโปรโมชันหรือข้อเสนอพิเศษแบบ Personalization ผ่านช่องทางที่ลูกค้าใช้งาน เช่น ข้อความในแอป, อีเมล, หรือโซเชียล 
  • ใช้ AI เพื่อแนะนำสินค้าหรือดีลที่ตรงกับพฤติกรรมและความสนใจล่าสุดของลูกค้า 
  • ตัวอย่าง: ข้อเสนอ Flash Sale ที่ผูกกับวันสำคัญหรือกระแส เช่น วาเลนไทน์ หรือ Double Day ฯลฯ 

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Awareness (ระดับการรับรู้) 

Q: Awareness คือสิ่งเดียวกับการรู้จักแบรนด์ใช่หรือไม่? 

A: ไม่ใช่ Awareness มีหลายระดับ และไม่ใช่แค่การรู้จักแบรนด์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเข้าใจปัญหา ของลูกค้า การรับรู้ทางแก้ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจอะไรบางอย่างจนเกิด Conversion  

Q: ทำไมทำคอนเทนต์ถึงไม่เวิร์ก ทั้งที่เขียนดีแล้ว? 

A: อาจเป็นเพราะแบรนด์ส่งคอนเทนต์ไปยังเป้าหมายผิดกลุ่ม Awareness เช่น ส่งคอนเทนต์ขายของให้กับกลุ่ม Unaware ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์เลย 

Q: แบรนด์จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้ามี Awareness อยู่ระดับไหน? 

A: นักการตลาดสามารถสังเกตพฤติกรรมบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย หรือทำแบบสอบถามเพื่อเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น รวมถึงใช้เครื่องมือ Social Listening เช่น Mentionlytics, Sprinklr, Talkwalker หรือ Sprout Social เพื่อวิเคราะห์บทสนทนาและความรู้สึกของลูกค้าในโลกออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์ 

Q: การทำโฆษณา Facebook หรือ Google Ads ต้องสนใจเรื่อง Awareness ไหม? 

A: ควรสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากแต่ละระดับของ Awareness จะมีการใช้แอดในรูปแบบที่ต่างกัน กลุ่ม Unaware อาจต้องเน้น Awareness Ad ในขณะที่ กลุ่ม Most Aware อาจจะต้องยิงในส่วนของ Remarketing  

สรุป 

การเข้าใจระดับของ Awareness ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำคอนเทนต์ให้ดีเท่านั้น แต่คือการเข้าใจ “มุมมองของลูกค้า” อย่างลึกซึ้ง เพราะในความเป็นจริง ลูกค้าแต่ละคนมีระดับความรู้และความพร้อมที่ไม่เท่ากัน การสื่อสารแบบเดียวกับทุกคนจึงไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สิ่งที่นักการตลาดควรทำคือเริ่มจากการวิเคราะห์ให้ได้ว่า ลูกค้าของเราอยู่ในระดับ Awareness ใด แล้วปรับรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะกับความเข้าใจและความต้องการของเขาในช่วงเวลานั้น 

เมื่อคุณสื่อสารกับลูกค้าใน “ภาษาที่เขาเข้าใจ” คุณจะพบว่าเขาพร้อมที่จะ “รับฟัง” และ “ตอบสนอง” ต่อแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพยายามขายจนเกินไป 

สุดท้ายนี้หากคุณชอบคอนเทนต์ดี ๆ เกี่ยวกับการตลาดแบบนี้ 

คุณสามารถอ่านคอนเทนต์อื่น ๆ จากทาง SPARK Factor ได้ที่นี่    

หรือ หากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่สามารถ    

ช่วยให้ แบรนด์ของคุณถูกสื่อสารไปหาลูกค้า และ เพื่อนำไปสู่    

การสร้างยอดขายได้คุณสามารถติดต่อมาหาเราได้ที่นี่ SPARK Factor 

ที่มา 

อธิบาย Awareness ของลูกค้า 5 ระดับ พร้อมแนวทาง Content Marketing จาก MarketThink 

What Are the 5 Stages of Awareness? จาก Growthmarketer 



Related Posts 

บทความเพิ่มเติม

Discover more from Spark Factor - Digital Marketing Agency

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading