ยอด Engagement น้อยลง ลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย Storytelling ลองเพิ่มเรื่องราว สร้างสีสันให้สินค้า และบริการของคุณด้วยศิลปะการเล่าเรื่อง ดึงดูดลูกค้าด้วยคอนเทนต์สุดสร้างสรรค์ เพื่อให้แบรนด์ของคุณโดดเด่น และเป็นที่จดจำในใจลูกค้า
บทความนี้ SPARK Factor มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ Storytelling มีหลักการแบบไหน เล่าเรื่องยังไงให้คนหยุดอ่าน มาฝากกัน
Storytelling คืออะไร ?

Storytelling หมายถึง การถ่ายทอดเรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นจากประสบการณ์ ข้อเท็จจริง หรือความคิดจินตนาการของบุคคลไปสู่ผู้อื่น ผ่านการพูด การเขียน หรือการผลิตสื่อต่าง ๆ
การเล่าเรื่องไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการของภาพยนตร์เท่านั้น แต่ในวงการโฆษณา หรือวงการการตลาดเอง ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้บ่อยครั้ง
Storytelling คือ ศิลปะการเล่าเรื่องที่ช่วยถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ และสินค้า สะท้อนถึงคุณค่า ความเชื่อ และวัฒนธรรมองค์กร เรื่องราวเหล่านี้อาจแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่ลูกค้าพบเจอ รวมไปถึงสิ่งที่แบรนด์สามารถแก้ไขให้ลูกค้าได้ การเล่าเรื่องจึงเปรียบเสมือนตัวกลางที่ช่วยเชื่อมระหว่างลูกค้า และแบรนด์เข้าด้วยกัน
ทำไม Storytelling จึงสำคัญกับแบรนด์ ?
- ง่ายต่อการจดจำแบรนด์
ปัจจุบัน มีสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันมากมาย การเล่าเรื่องจะช่วยให้สินค้า หรือแบรนด์ของคุณ แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ และง่ายต่อการจดจำมากยิ่งขึ้น
- ลดความซับซ้อนของข้อมูล
ผลิตภัณฑ์บางอย่าง มีข้อมูลที่ซับซ้อน เข้าใจยาก การเล่าเรื่องจะช่วยเปลี่ยนเรื่องที่เข้าใจยาก ให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น
- เพิ่มการมีส่วนร่วมที่มากขึ้น
เมื่อเรื่องราวโดนใจกลุ่มเป้าหมาย สามารถสร้างความประทับใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ จะส่งผลให้มีการกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ ทำให้ลูกค้าหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ หรือแบรนด์มากขึ้น
- สร้างความไว้วางใจ และสร้างความน่าเชื่อถือ
ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังองค์กรผ่านการเล่าเรื่อง จะช่วยให้ลูกค้ารู้จักองค์กร หรือผลิตภัณฑ์ของคุณมากยิ่งขึ้น เกิดเป็นความน่าเชื่อถือ สร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าได้
รู้หรือไม่ 💡 การเล่าเรื่องมีพลังกว่าที่คิด
งานวิจัยจากวารสารวิชาการอย่าง NeuroImage ในปี 2006 ชี้ให้เห็นว่าการเล่าเรื่องส่งผลต่อสมองของเราอย่างมาก นักวิจัยชาวสเปนพบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมวิจัยอ่านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น เช่น “น้ำหอม” หรือ “กาแฟ” สมองส่วนที่รับรู้กลิ่นจะทำงาน คล้ายกับว่าร่างกายไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างการเล่าเรื่อง กับความเป็นจริงได้
การค้นพบนี้ตอกย้ำถึงพลังของ Storytelling หากแบรนด์สามารถสร้างเรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์ และประสาทสัมผัสของผู้บริโภคได้ ก็จะช่วยให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ และโดดเด่นยิ่งขึ้น
เทคนิคการสร้าง Storytelling ให้ผู้คนหยุดอ่าน และจดจำ
- กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อการตลาดที่ตรงจุด
ก่อนจะเริ่มลงมือเขียน หรือวางโครงเรื่อง ต้องเริ่มจากการระบุกลุ่มเป้าหมายด้วยการหา Customer Insight ของลูกค้าก่อน เช่น ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่, พักอาศัยอยู่ที่ไหน, มีรายได้โดยเฉลี่ยต่อเดือนเท่าไหร่ รวมไปถึงงานอดิเรก และความสนใจ เมื่อสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ก็จะช่วยให้คุณสามารถนำเสนอเรื่องราวได้โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น - ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่อง หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าแบรนด์ต้องการสื่อสารอะไร ต้องการให้ลูกค้ารู้สึกแบบไหน การมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างมีทิศทาง และสามารถสร้างเรื่องราวได้ตรงใจผู้ชม หรือผู้อ่านได้ - เน้นการนำเสนอด้วยภาพ
ผลการวิจัยจาก Wharton School หนึ่งในคณะด้านธุรกิจที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย Pennsylvania สรุปเอาไว้ว่า “การนำเสนอสินค้า และการบริการ ด้วยการบรรยายที่มีภาพประกอบ จะสามารถช่วยโน้มน้าวลูกค้าได้มากถึง 67%” การนำเสนอเรื่องราวด้วยรูปภาพจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ นอกจากสะดุดตาแล้ว ยังช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่เข้าใจยาก ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย - ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านเรื่องราว
การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านเรื่องราวเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชม เรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เช่น เรื่องราวของบุคคลในองค์กรที่สร้างแรงบันดาลใจ จะสามารถเข้าถึง และฝังลึกในความทรงจำของผู้ชมได้มากกว่าการนำเสนอข้อมูลทั่วไป ส่งผลให้เกิดการจดจำแบรนด์ได้
5 สูตรการเล่าเรื่อง Storytelling ให้พิชิตใจกลุ่มเป้าหมาย
1. Problem – Agitate – Solve
Problem (ปัญหา)
ดึงดูดความสนใจด้วยการกล่าวถึงปัญหาที่ลูกค้าพบเจอ
Agitate (สิ่งกวนใจ)
เน้นย้ำถึงปัญหานั้นอีกครั้ง อธิบายถึงปัญหานั้นอย่างละเอียดให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกคับข้องใจและต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้
Solve (วิธีแก้ไขปัญหา)
นำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือแบรนด์ของคุณที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้
สำหรับสูตรการเล่าเรื่องนี้ หากสามารถเน้นย้ำให้ลูกค้าสามารถตระหนักถึงปัญหานั้นมากขึ้นเท่าไร โอกาสที่ลูกค้าจะหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ หรือแบรนด์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ยกตัวอย่างการเขียนโดยใช้สูตร Problem – Agitate – Solve
หน้ามัน เป็นสิวง่าย ทำอะไรก็ไม่มั่นใจ 😩 ลองใช้ผลิตภัณฑ์ A ที่จะช่วยลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า แก้ไขถึงต้นตอการเกิดสิว ให้คุณได้เผยผิวใสไร้ความมัน ✨
| Problem (ปัญหา) | Agitate (สิ่งกวนใจ) | Solve (วิธีแก้ไขปัญหา) |
| หน้ามัน เป็นสิวง่าย | ทำอะไรก็ไม่มั่นใจ | ลองใช้ผลิตภัณฑ์ A ที่จะช่วยลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า แก้ไขถึงต้นตอการเกิดสิว ให้คุณได้เผยผิวใส ไร้ความมัน |
2. Before – After – Bridge
Before (ก่อน)
เริ่มต้นด้วยการชี้ให้ลูกค้าเห็นถึงปัญหาที่ควรแก้ไข และแบรนด์สามารถช่วยได้
After (หลัง)
แสดงให้เห็นว่าหลังจากปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วเป็นอย่างไร
Bridge (ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้)
เปรียบเสมือนสะพานเชื่อม แสดงให้เห็นถึงวิธีที่จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้
เริ่มต้นด้วยการนำเสนอปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายกำลังเผชิญอยู่ และเป็นปัญหาที่แบรนด์สามารถแก้ไขได้ และอธิบายว่าหากไม่มีปัญหาเหล่านี้ ชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นได้อย่างไร หลังจากนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าแบรนด์สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้
ยกตัวอย่างการเขียนโดยใช้สูตร Before – After – Bridge
หน้ามัน เป็นสิวง่าย อยู่ใช่ไหม❓บอกลาหน้ามัน สิวขึ้นน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ A ✨ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมที่ช่วยลดความมัน และลดสาเหตุการเกิดสิว
| Before (ก่อน) | After (หลัง) | Bridge (ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้) |
| หน้ามัน เป็นสิวง่าย อยู่ใช่ไหม❓ | บอกลาหน้ามัน สิวขึ้นน้อยลง | ด้วยผลิตภัณฑ์ A ✨ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมที่ช่วยลดความมัน และลดสาเหตุการเกิดสิว |
3. Three-Act Structure
Set up (ติดตั้ง)
เริ่มด้วยการแนะนำตัวละคร และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
Confrontation หรือ “Rising action” (เผชิญหน้ากับปัญหา)
ตัวละครต้องเผชิญกับปัญหา และความตึงเครียด
Resolution (ยืนหยัดที่จะต่อสู้กับปัญหา)
หลังจากเผชิญปัญหา ตัวละครก็เลือกที่จะยืนหยัดที่จะต่อสู้กับปัญหา จนได้รับชัยชนะ
กล่าวโดยสรุป คือ ในช่วงแรกจะเป็นช่วงแนะนำตัวละคร กล่าวถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ต่อมาตัวละครต้องพบเจอกับอุปสรรค ความท้าทายต่าง ๆ และช่วงสุดท้ายก็สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้ โดยอาจจะมีตัวช่วยพิเศษอย่าง“ผลิตภัณฑ์” หรือ “บริการ” ของทางแบรนด์ ที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม และแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้
ยกตัวอย่างการเขียนโดยใช้สูตร Three – Act Structure
หน้ามันเป็นสิวง่าย เนื่องจากแต่ละวันต้องเจอกับอากาศที่ร้อน อบอ้าว และฝุ่นมลภาวะมากมาย 🔆 แก้ปัญหามาหลายวิธี แต่ยังไม่หายสักที 😩 ลองใช้ผลิตภัณฑ์ A ที่มีส่วนผสมช่วยลดความมัน และลดสาเหตุการเกิดสิว ให้คุณบอกลาหน้ามัน เผยผิวใสสุขภาพดี ✨
| Set up (ติดตั้ง) | Confrontation (เผชิญหน้ากับปัญหา) | Resolution (ยืนหยัดที่จะต่อสู้กับปัญหา) |
| หน้ามันเป็นสิวง่าย เนื่องจากแต่ละวันต้องเจอกับอากาศที่ร้อน อบอ้าว และฝุ่นมลภาวะมากมาย 🔆 | แก้ปัญหามาหลายวิธี แต่ยังไม่หายสักที 😩 | ลองใช้ผลิตภัณฑ์ A ที่มีส่วนผสมช่วยลดความมัน และลดสาเหตุการเกิดสิว ให้คุณบอกลาหน้ามัน เผยผิวใสสุขภาพดี ✨ |
4. Dale Carnegie’s Magic
Incident (เล่าประสบการณ์)
เริ่มจากเล่าประสบการณ์ที่พบเจอ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกร่วม
Action (ลงมือปฏิบัติ)
ลงมือปฏิบัติโดยการแก้ไขปัญหา หรือป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น
Benefit (ผลประโยชน์ที่ได้รับ)
อธิบายถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ หากลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายปฏิบัติตาม
วิธีนี้เป็นการเล่าแบบ 3 ขั้นตอนง่าย ๆ โดยเริ่มจากการเล่าประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้สึกร่วมกัน ต่อมาคือการแก้ปัญหาด้วยการลงมือทำ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใด อาจจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือบริการเพื่อแก้ปัญหานั้น หลังจากนั้นจึงทำให้เห็นว่าหากแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ลูกค้าจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้าง
ยกตัวอย่างการเขียนโดยใช้สูตร Dale Carnegie’s Magic
ก่อนหน้านี้ หน้ามันเป็นสิวง่ายมาก หาทางแก้มาหลายวิธี 😓 จนมาเจอกับผลิตภัณฑ์ A หลังจากใช้อย่างต่อเนื่องทุกวัน หน้ามันลดลง ผิวเนียนใส สุขภาพดีมากขึ้น ✨ ทำให้รู้สึกมั่นใจ กล้าเผชิญกับทุก ๆ สถานการณ์
| Incident (เล่าประสบการณ์) | Action (ลงมือปฏิบัติ) | Benefit (ผลประโยชน์ที่ได้รับ) |
| ก่อนหน้านี้ หน้ามันเป็นสิวง่ายมาก หาทางแก้มาหลายวิธี 😓 | จนมาเจอกับผลิตภัณฑ์ A หลังจากใช้อย่างต่อเนื่องทุกวัน | หน้ามันลดลง ผิวเนียนใส สุขภาพดีมากขึ้น ✨ ทำให้รู้สึกมั่นใจ กล้าเผชิญกับทุก ๆ สถานการณ์ |
5. Features-Advantages-Benefits
Features (คุณสมบัติ)
กล่าวถึงลักษณะเด่น คุณสมบัติหลัก ของผลิตภัณฑ์
Advantages (ข้อดี)
อธิบายให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และบริการนั้น ว่ามีความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไรบ้าง
Benefits (ผลลัพธ์)
ผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ หลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นแล้ว
การเน้นย้ำถึงข้อดี คุณประโยชน์ รวมไปถึงลักษณะเด่น จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้
ยกตัวอย่างการเขียนโดยใช้สูตร Features–Advantages–Benefits
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า A มีส่วนผสมจากธรรมชาติ 🍃 เนื้อเนียนละเอียด ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก อ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย ช่วยขจัดสิ่งสกปรก และไขมันส่วนเกินอย่างหมดจด ✨ ให้คุณบอกลาหน้ามัน เผยผิวใสไร้สิว 👋
| Features (คุณสมบัติ) | Advantages (ข้อดี) | Benefits (ผลลัพธ์) |
| มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เนื้อเนียนละเอียด | ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก อ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย ช่วยขจัดสิ่งสกปรก และไขมันส่วนเกินอย่างหมดจด | ให้คุณบอกลาหน้ามัน เผยผิวใสไร้สิว |
ยกตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้พลังของ Storytelling
- แบรนด์ KFC
KFC แบรนด์ไก่ทอดชื่อดังระดับโลก ได้ฉลองครบรอบ 40 ปี ด้วยการทำแคมเปญ ‘40 Years of Finger Lickin’ Good’ The Recipes Behind the Bucket of KFC Thailand โดยรวบรวมบทสัมภาษณ์จากพนักงานหลากหลายตำแหน่ง ที่จะมาเปิดเผยเรื่องราว ความประทับใจ ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานกับ KFC


ขอบคุณภาพส่วนหนึ่งจาก
หนังสือ ‘40 Years of Finger Lickin’ Good’ The Recipes Behind the Bucket of KFC
จะเห็นได้ว่าทาง KFC ใช้ Storytelling อย่างชาญฉลาด โดย KFC เชื่อมโยงคำว่า “สูตรลับ”ของไก่ทอด เข้ากับ “สูตรลับ” ของความสำเร็จ ซึ่งสูตรลับแรก คือ เครื่องเทศ และสมุนไพร 11 ชนิด ที่มีแค่ผู้พันแซนเดอร์เท่านั้นที่รู้สูตรลับนี้ และสูตรลับที่สอง ก็คือ พนักงานของ KFC ที่อยู่ทุกเบื้องหลังความสำเร็จ
- แบรนด์ Nike
ในปี 2016 Nike ร่วมกับ National Geographic สร้างปรากฏการณ์ “Breaking2” สารคดีที่บันทึกความพยายามของนักวิ่งมาราธอน 3 คน ในการพิชิตเป้าหมายสุดท้าทาย นั่นก็คือ การวิ่งมาราธอนให้จบภายใน 2 ชั่วโมง
Eliud Kipchoge หนึ่งในนักวิ่งของโปรเจกต์นี้ เป็นหนึ่งในนักวิ่งที่ร่วมท้าทายตัวเอง แม้ในครั้งแรกเขาจะพลาดเป้าหมายไปเพียง 26 วินาที แต่หลังจากนั้น 2 ปี เขาก็สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ โดยใส่รองเท้า Nike และมีผู้ชมติดตามกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก

ขอบคุณภาพจาก Nike
เห็นได้ชัดว่า Nike ไม่ได้ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขายเรื่องราว และแรงบันดาลใจ ตามสโลแกนของแบรนด์ นั่นก็คือ JUST DO IT นั่นเอง
คำถามที่พบบ่อย
อะไรคือเทคนิคการสร้าง Storytelling ให้โดนใจผู้บริโภค ?
การสร้าง Storytelling ที่โดนใจ เริ่มต้นจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เมื่อทราบว่ากำลังเล่าเรื่องให้ใครฟัง ก็จะสามารถกำหนดแนวทางของเรื่องได้ และควรกำหนดวัตถุประสงค์ของเรื่องให้ชัดเจน รวมไปถึงใส่อารมณ์ ความรู้สึกลงไปในเรื่องราว เพื่อให้ผู้ฟังอิน คล้อยตาม และจดจำแบรนด์ของเราได้
สรุป
Storytelling คือ การถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ ข้อเท็จจริง หรือความคิดจินตนาการไปยังผู้รับสาร เมื่อ Storytelling ถูกนำมาใช้ในกลยุทธ์การตลาดก็จะช่วยเป็นตัวกลางในการบ่งบอกถึงตัวตนของแบรนด์ หรือสินค้านั้น ๆ โดยองค์ประกอบของการเล่าเรื่องที่ดีประกอบไปด้วยหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่การตั้งวัตถุประสงค์ การใส่อารมณ์ ความรู้สึกลงไปในเรื่องราว รวมไปถึงการตั้งกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งการเล่าเรื่องไม่มีหลักสูตรที่ตายตัวมากนัก แต่สามารถนำ 5 สูตรเหล่านี้มาใช้ได้
- Problem – Agitate – Solve
ดึงดูดลูกค้าด้วยการเน้นย้ำถึงปัญหา แล้วจึงเสนอแนวทางแก้ปัญหา
- Before – After – Bridge
การพูดถึงก่อน และหลังการแก้ปัญหา หลังจากนั้นจึงบอกวิธีแก้ปัญหา
- Three-Act Structure
เริ่มด้วยการแนะนำตัวละคร พาตัวละครไปเจอกับปัญหา และยืนหยัดที่จะต่อสู้จนสามารถแก้ไขปัญหาได้
- Dale Carnegie’s Magic
การเล่าประสบการณ์ บอกถึงวิธีรับมือ และบอกข้อดีหากกลุ่มเป้าหมายทำตาม
- Features-Advantages-Benefit
บอกถึงคุณสมบัติ ข้อดี และผลประโยชน์ของสินค้า หรือแบรนด์นั้น ๆ
เมื่อมีการเล่าเรื่องที่ดีจะส่งผลให้ผู้คนสามารถจดจำแบรนด์ได้ ลดความซับซ้อนของข้อมูล เปลี่ยนจากข้อมูลที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น สร้างความไว้วางใจ เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น
หากคุณชอบคอนเทนต์ดี ๆ เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล
สามารถอ่านคอนเทนต์อื่น ๆ จากทาง SPARK Factor ได้ที่นี่
หรือหากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่สามารถช่วยให้ของแบรนด์ของคุณ
ถูกสื่อสารไปหาลูกค้าและเพื่อนำไปสู่การสร้างยอดขายได้ คุณสามารถติดต่อมาหาเราได้ที่ SPARK Factor
ที่มา
ศิลปะการเล่าเรื่อง และการเขียนบท จาก อาจารย์พิชยชัย แสงดี
Story Marketing: Why It Matters and a Step-by-Step Guide จาก AMA
Your Brain on Fiction จาก The New York Times
Storytelling in Content Marketing จาก The New York Times
พลังแห่งภาพจำ แรงกระตุ้นจาก บิล เกตส์, สตีฟ จ๊อบส์ และเจมี โอลิเวอร์ จาก Thairath
storytelling ประโยชน์ทางการตลาดที่มากกว่าการเล่าเรื่อง จาก ZORT
11 Storytelling Formulas to Supercharge Your Social Media Marketing จาก Buffer
เทคนิคการสร้าง Storytelling เพื่อเพิ่มยอดขาย จาก YOU MOOC
Features, Advantages, and Benefits (FAB) Analysis Examples จาก inkforall
เปิดสูตรลับความสำเร็จจาก KFC People กับแคมเปญครบรอบ 40 ปี KFC Thailand จาก thematter
ข้อมูลภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Breaking2” จาก nike




