Customer Journey เจาะลึกเส้นทางลูกค้า มอบประสบการณ์พิเศษในทุก Touchpoint

Customer Journey เจาะลึกเส้นทางลูกค้า มอบประสบการณ์พิเศษในทุก Touchpoint 

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นทุกวัน การสร้างประสบการณ์ที่ดี และการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างลูกค้า และแบรนด์ จึงเป็นเรื่องสำคัญ Customer Journey หรือแผนที่การเดินทางของลูกค้า จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง การเข้าใจในเส้นทางลูกค้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 

บทความนี้ SPARK Factor จึงมีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ Customer Journey เจาะลึกเส้นทางลูกค้า มอบประสบการณ์พิเศษในทุก Touchpoint มาฝากกัน 

Customer Journey คืออะไร? 

Customer Journey คืออะไร ? 

Customer Journey คือ เส้นทางการเดินทางของลูกค้าตั้งแต่การรับรู้ > ทำความรู้จัก > จนพัฒนาไปสู่การเป็นลูกค้า และต่อเนื่องไปจนถึงภายหลังการซื้อCustomer Journey เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วง ข้อมูลเชิงลึกนี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในระยะยาว และเป็นการรักษาฐานลูกค้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

Customer Journey มีประโยชน์อย่างไร?  

Customer Journey มีประโยชน์อย่างไร?  
  • สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า  
    การสร้าง Customer Journey มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจในมุมมองความต้องการของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง เมื่อแบรนด์เข้าใจเส้นทางของลูกค้าก็จะสามารถออกแบบการสื่อสาร และการบริการที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด 
  • สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างลูกค้ากับแบรนด์  
    นอกจากการมอบประสบการณ์ที่ดี Customer Journey ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เมื่อลูกค้าเกิดความประทับใจก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และพร้อมแนะนำให้คนอื่นรู้จักแบรนด์ด้วย การมีลูกค้าที่ภักดี จะช่วยให้แบรนด์เติบโตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน 
  • ช่วยให้กระบวนการซื้อราบรื่นมากยิ่งขึ้น  
    การทำแผนที่การเดินทางของลูกค้า จะทำให้แบรนด์เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถลด หรือกำจัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นออกไปได้ ซึ่งจะช่วยลดการเสียโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และลดการสูญเสียลูกค้าได้ 

Customer Journey มีอะไรบ้าง 

Customer Journey มีอะไรบ้าง 

ขอบคุณภาพจาก Mailchimp 

1. Awareness (การรับรู้) 

เป็นขั้นตอนแรกที่ลูกค้าเริ่มทำความรู้จักกับแบรนด์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นผ่านช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สื่อออนไลน์ และออฟไลน์ หรือการบอกต่อจากบุคคลอื่น ในระยะนี้ผู้ที่เข้ามาทำความรู้จักมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นลูกค้าของแบรนด์ในอนาคตได้  

ดังนั้น แบรนด์จึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ผ่าน Touchpoint ต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย โฆษณา นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และดึงดูดใจตั้งแต่แรกเห็น ควบคู่ไปกับการ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และตรงจุด เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักได้ว่า สินค้าและบริการของแบรนด์สามารถตอบสนองความต้องการ และแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้ 

2. Consideration (การพิจารณา) 

ในช่วงการพิจารณานี้ ลูกค้าจะเริ่มค้นหาข้อมูล อ่านรีวิว และเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์กับแบรนด์อื่น ๆ ดังนั้น แบรนด์จึงควรนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วน และชัดเจน โดยเน้นย้ำจุดเด่น และคุณค่า ของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งระบุช่องทางการสั่งซื้อที่สะดวก และเข้าถึงง่าย นอกจากนี้การมีรีวิวจากผู้ใช้งานจริงให้ลูกค้าใหม่ได้อ่านถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก 

จากข้อมูลของ Dixa ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ พบว่า 93% ของลูกค้ามักจะอ่านรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความคิดเห็น และคะแนนจากลูกค้าเดิม มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าใหม่ 

3. Purchase (ตัดสินใจซื้อ) 

คือ ช่วงเวลาสำคัญที่ลูกค้าเปลี่ยนจากผู้สนใจมาเป็นผู้ซื้อสินค้า และบริการของแบรนด์ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่น Touchpoint ในขั้นตอนการซื้อจึงควรได้รับการออกแบบให้ง่าย สะดวก และไม่ซับซ้อน 

  • สำหรับการซื้อผ่านหน้าเว็บไซต์ สิ่งสำคัญคือ ประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น และรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน หน้าชำระเงิน (Checkout) ซึ่งต้องโหลดได้อย่างรวดเร็ว และ รองรับการใช้งานบนโทรศัพท์ (Mobile-friendly) มีการแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจน รวมถึงมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย นอกจากนี้ ควรมีระบบแชทสด (Live Chat) สำหรับให้การสนับสนุนลูกค้า ที่อาจมีคำถาม หรือข้อสงสัยก่อนตัดสินใจซื้อ 
  • ในส่วนของการซื้อหน้าร้าน เคาน์เตอร์แคชเชียร์ควรมีตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ พนักงานขายต้องมีความรู้เกี่ยวกับสินค้า และบริการเป็นอย่างดี สามารถตอบคำถามและข้อสงสัยของลูกค้าได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด 

4. Retention (กลับมาซื้อซ้ำ) 

คือ ช่วงเวลาที่ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์ จนตัดสินใจกลับมาซื้อสินค้า และบริการอีกครั้ง จนพัฒนาไปเป็น “ลูกค้าประจำ” ในที่สุด หัวใจสำคัญในขั้นตอนนี้คือ การสร้างความสัมพันธ์อันดีอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น  

  • การมีบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ  
  • มีช่องทางให้ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถาม หรือแจ้งปัญหาเกี่ยวกับสินค้าได้อย่างสะดวก 
  • การนำเสนอโปรโมชัน และส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ 
  • ติดตาม และให้ลูกค้าได้ประเมินความพึงพอใจอย่างสม่ำเสมอ  

5. Advocacy (การบอกต่อ) 

เมื่อได้รับประสบการณ์ที่ดี ลูกค้ามักจะบอกต่อผ่าน Touchpoint ต่าง ๆ เช่น การรีวิว, บอกต่อโดยการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือการพูดคุยแบบปากต่อปาก แบรนด์สามารถต่อยอดโดยการนำเสนอคอนเทนต์ประเภท Testimonial หรือรีวิวจากผู้ใช้งานจริง เพื่อให้ลูกค้าใหม่ได้เห็นถึงความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของสินค้า 

ขั้นตอนการสร้าง Customer Journey 

ขั้นตอนการสร้าง Customer Journey

  1. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน 

เริ่มต้นด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ต้องการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า, วิเคราะห์ปัญหา หรือปรับปรุงประสบการณ์ในจุดใด เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยให้การสร้าง Customer Journeyเป็นไปอย่างมีทิศทาง และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน 

  1. สร้าง Persona จากข้อมูลจริง  

ขั้นตอนต่อมาคือ การจำลองตัวตนของลูกค้าเป้าหมายโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้จากการวิจัย ไม่ใช่แค่การคาดเดา เช่น เพศ, อายุ, รายได้, อาชีพ, พฤติกรรม หรือปัญหาที่พบเจอ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้จากแบบสอบถาม, การสัมภาษณ์, การติดตามบนโซเชียลมีเดีย หรือจากทีมที่ให้บริการลูกค้าโดยตรง โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์สามารถปรับปรุงปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด 

  1.  เข้าใจความต้องการของลูกค้าในแต่ละขั้นตอน 

แบ่ง Customer Journey ออกเป็นช่วง ๆ และระบุว่าในแต่ละช่วง ลูกค้าต้องการอะไร 

  • Awareness: ต้องการข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้า 
  • Consideration: ต้องการข้อมูลเปรียบเทียบ เช่น รีวิว ราคา หรือคุณสมบัติสินค้า 
  • Purchase: ต้องการความชัดเจนเรื่องราคา วิธีการชำระเงิน และการจัดส่ง 
  • Retention: ต้องการบริการหลังการขาย และสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าประจำ 
  • Advocacy: เมื่อลูกค้าพร้อมแนะนำแบรนด์ พวกเขาคาดหวังการรับรู้จากแบรนด์ เช่น การแสดงความขอบคุณ รางวัลตอบแทน หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษ 
  1. ระบุจุดสัมผัส (Touchpoints) 

ทำความเข้าใจว่าแบรนด์มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไรบ้าง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เช่น เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, ร้านค้า, อีเมล, รีวิว, โฆษณาบนถนน หรือแม้แต่ข้อความ SMS และการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับในทุกจุด และสามารถประเมินว่าแต่ละจุดนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวก หรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของลูกค้าได้อย่างไร 

  1. เก็บความคิดเห็นจากลูกค้าจริง 

นำเสียงจากลูกค้าจริงมาใช้ประกอบในแผนที่ เช่น จากรีวิว คำพูดจากการสัมภาษณ์ หรือความรู้สึกที่แสดงออกบนโซเชียล เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกลูกค้าในแต่ละจุดอย่างแท้จริง 

  1. ระบุ Pain Point ของลูกค้า 

วิเคราะห์ว่าในแต่ละขั้นตอนลูกค้าประสบปัญหาอะไร เช่น ข้อมูลไม่เพียงพอ เว็บไซต์ใช้งานยาก หรือการบริการล่าช้า พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อความรู้สึกและการตัดสินใจของลูกค้า 

  1. วางแนวทางแก้ไข และลงมือปรับปรุง 

เมื่อระบุปัญหาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการระดมสมองภายในทีมเพื่อหาแนวทางแก้ไข ปัญหาในแต่ละจุด การพิจารณาหลากหลายมุมมอง และการนำเสนอไอเดียที่แตกต่างจะช่วยให้ได้โซลูชันที่มีประสิทธิภาพ 

หลังจากได้แนวทางแก้ไขแล้ว สิ่งสำคัญคือการนำแผนไปปฏิบัติจริง และติดตามผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถลด Pain Point และปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าได้ตามเป้าหมายหรือไม่ 

ตัวอย่างการสร้าง Customer Journey 

ตัวอย่างการสร้าง Customer Journey

ขอบคุณภาพตัวอย่างจาก Careerfoundry

จากแผนผังจะเห็นได้ว่ามีการระบุวัตถุประสงค์ (Objective) ไว้อย่างชัดเจน โดยผังนี้มีวัตถุประสงค์คือ ร้านต้องการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวให้มากขึ้น จึงจำลองตัวตนลูกค้า (Persona) เป็น Cathy คุณแม่ลูกสองที่กำลังมองหาร้านอาหารที่เหมาะกับครอบครัว  

เส้นทางของเธอเริ่มจากการค้นหาร้านใน Google (Awareness) ซึ่งเธอเจอปัญหาคือไม่มีเวลาเปิด – ปิดร้านที่ชัดเจน ทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย > ถัดมาในช่วง Consideration เธอพิจารณาเมนูผ่านหน้าเว็บไซต์ของทางร้าน แต่ไม่เจอเมนูอาหารสำหรับเด็ก และรายการอาหารดูยาก จึงรู้สึกผิดหวัง > แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเลือกร้านนี้ (Purchase) เมื่อเธอไปถึงร้านกลับรู้สึกชอบ เพราะการพนักงานบริการดี อาหารอร่อย แม้ลูกจะเบื่อเล็กน้อย > หลังจากนั้น Cathy จึงวางแผนกลับมาใช้บริการอีกครั้งในวันเกิดลูก (Retention) แต่ติดเรื่องราคาที่สูงไป 

จากข้อมูลทั้งหมดทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาในแต่ละจุดอย่างชัดเจน จุดที่ควรปรับปรุงคือการอัปเดตข้อมูลออนไลน์ให้ชัดเจนมากขึ้น จัดทำเมนูอาหารที่เหมาะกับเด็ก และจัดเมนูไว้หน้าแรกของเว็บไซต์เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหา มีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก และเสนอส่วนลดในช่วงที่ยอดขายต่ำเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มครอบครัวให้กลับมาใช้บริการซ้ำ 

คำถามที่พบบ่อย 

Q : Persona (ลูกค้าตัวอย่าง) คืออะไร และสำคัญอย่างไรต่อ Customer Journey?  

A: Persona คือ การสร้างลูกค้าจำลอง โดยใช้ข้อมูลจริงจากการวิจัย การระบุ Persona จะช่วยให้เข้าใจลักษณะ ความต้องการ แรงจูงใจ และพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจน ทำให้การทำCustomer Journey มีความแม่นยำ และตรงจุดมากยิ่งขึ้น 

Q : ควรปรับปรุง Customer Journey บ่อยแค่ไหน?  

A: ควรปรับปรุงเป็นประจำ ทุก 6 เดือนถึง 1 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมไปถึงหากได้รับข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ จากลูกค้า ก็สามารถนำข้อมูลมาปรับปรุงแผนที่ให้ดียิ่งขึ้นได้  

Q : Touchpoint (จุดสัมผัส) คืออะไร? 

A: Touchpoint คือ จุดที่ลูกค้าได้มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อม เช่น ลูกค้าได้เห็นโฆษณาบนสื่อออนไลน์, การอ่านรีวิวผ่านเว็บไซต์, การสอบถามข้อมูลสินค้ากับพนักงาน เป็นต้น หากแบรนด์สามารถออกแบบทุกจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าได้ 

สรุป 

Customer Journeyคือ เส้นทางการเดินทางของลูกค้าตั้งเริ่มต้นไปจนถึงภายหลังการซื้อ ซึ่งจะประกอบด้วย 5 ขั้นตอนด้วยกันได้แก่ 

  1. Awareness (การรับรู้): ลูกค้าเริ่มรู้จักแบรนด์  
  1. Consideration (การพิจารณา): ลูกค้าเริ่มสนใจ และหาข้อมูลเปรียบเทียบ 
  1. Purchase (การตัดสินใจซื้อ): ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการของคุณ 
  1. Retention (การรักษาลูกค้า): ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ 
  1. Advocacy (การบอกต่อ): ลูกค้าพึงพอใจมากจนแนะนำแบรนด์ของคุณให้กับผู้อื่น 

การสร้างแผนที่การเดินทางของลูกค้าจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้เห็นถึงปัญหาที่ลูกค้าต้องพบเจอในแต่ละจุด เมื่อแบรนด์สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้ 

สุดท้ายนี้หากคุณชอบคอนเทนต์ดี ๆ เกี่ยวกับการตลาดแบบนี้ 

คุณสามารถอ่านคอนเทนต์อื่น ๆ จากทาง SPARK Factor ได้ที่นี่    

หรือ หากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่สามารถ    

ช่วยให้ แบรนด์ของคุณถูกสื่อสารไปหาลูกค้า และ เพื่อนำไปสู่    

การสร้างยอดขายได้คุณสามารถติดต่อมาหาเราได้ที่นี่ SPARK Factor 

ที่มา 

Customer Journeyกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจยุคใหม่ จาก wisesight 

The 5 customer journey stages จาก lucidspark 

How to Create aCustomer Journey Map (With Examples) จาก mailchimp 

7 Simple Steps to Build a Customer JourneyMap จาก careerfoundry 
 
Customer Journeyเราจะอยู่ในทุกจุด Touch Point ของลูกค้าได้อย่างไร | Marketing EP 4 จาก SET Thailand 

รู้จัก Touch Point สร้างความประทับใจให้ลูกค้า จาก PWA channel 



Related Posts 

บทความเพิ่มเติม

Discover more from Spark Factor - Digital Marketing Agency

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading